ครม.ไฟเขียว 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดส่งผลไตรมาสสุดท้ายปีนี้ "กิตติรัตน์"หวังช่วยดันจีดีพีเพิ่ม 1% มั่นใจหนุนเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (6 ส.ค.) เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงและอาจต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ระดับ 5%
"มีการคำนวณแล้วว่าหากทำได้จะสามารถกระตุ้นจีดีพีได้ถึง 1% หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท มาตรการทั้งหมดจะเร่งให้มีผลต่อเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2557 หรือ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2556"
ทั้งนี้ งบประมาณปี 2557 จะเริ่มต้นปีงบประมาณในเดือนต.ค. 2556
ในปีนี้ เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจาก 3.3% เหลือ 3.1% เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทย โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดประมาณการในปีนี้เหลือ 4.2% ขณะที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าจะขยายตัว 4-5%
"มาตรการต่างๆ มาจากกลไกทางเศรษฐกิจ 4 ด้าน ทั้งการใช้จ่ายและการลงทุนเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ แต่ไม่ได้มีการใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่เป็นการกระตุ้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาตรการใดมีความพร้อมก็จะสามารถดำเนินการได้ก่อน จะผลักดันให้มีการใช้มาตรการต่างๆ ให้ครบถ้วนเพื่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจ"นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวอีกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ เป็นมาตรการที่ส่งผลในระยะยาว ไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อหวังให้จีดีพีขยายตัวเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น โดยคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ และการสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่ใหม่ๆ ในที่สุดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจที่จะขยายตัวในระยะยาว
จัดสัมมนาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า
สำหรับ 4 มาตรการหลัก แบ่งเป็น ด้านการบริโภคภาคเอกชน ด้านการลงทุนของภาคเอกชน ด้านการใช้จ่ายภาครัฐ และด้านการส่งออก ซึ่งมีกว่า 20 มาตรการย่อย
สำหรับมาตรการด้านการบริโภคภาคเอกชน ประกอบด้วย 1) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดสัมมนาภายในประเทศ โดยให้นิติบุคคลสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ในปีภาษี 2556 และปี 2557 สำหรับการจัดสัมมนาภายในประเทศให้แก่ลูกจ้าง ทั้งกรณีที่ดำเนินการเองและกรณีจ้างผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 โดยเฉพาะสำหรับค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าจัดการ ค่าขนส่ง ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าวิทยากร และค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักคือกระทรวงการคลัง
2)มาตรการสนับสนุนให้ผู้บริโภคใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นการลงทุนของภาคครัวเรือนที่คุ้มค่าสำหรับการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในอนาคต โดยดำเนินการในรูปแบบของมหกรรมสินค้าประหยัดพลังงานราคาถูก ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐ
ลงทุนท่องเที่ยวหักค่าเสื่อม50%ปีแรก
มาตรการด้านการลงทุนของภาคเอกชน ประกอบด้วย 1) มาตรการภาษีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ลงทุนซื้อหรือซ่อมแซมทรัพย์สินอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ แต่ไม่รวมถึงยานพาหนะ สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราที่ 50% ของมูลค่าทรัพย์สินในปีแรก และส่วนที่เหลือทยอยหักในระยะเวลา 5 ปี ในการลงทุนในปีภาษี 2556 และ 2557 โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการคลัง
2) มาตรการการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) ระยะที่ 2 เป้าหมาย 5 แสนคัน โดยส่งเสริมผ่านสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ทั้งนี้ เปิดรับสมัครผู้ผลิตที่มีความสนใจและมีความพร้อมในการลงทุนรายใหม่นอกเหนือจาก 5 รายเดิม ซึ่งอาจมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มขึ้นกว่าในระยะแรกและอาจมีการผ่อนคลายเงื่อนไขให้ผู้ผลิตรายเดิมลงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเชื่อมถือในนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาล โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก
3)มาตรการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรที่เป็นทั้งอาหารและพลังงาน โดยการอำนวยความสะดวกผ่อนปรนกฎระเบียบในการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหาร โรงงานน้ำตาล และโรงงานเอทานอล ซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับเกษตรโซนนิ่ง
จี้แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่ม
4)มาตรการการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รายเล็ก และ รายย่อย ได้แก่ การเร่งรัดมาตรการสินเชื่อและค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ในโครงการ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 5 ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ในวงเงินเดิมที่ ครม.อนุมัติไว้ที่ 2.4 แสนล้านบาทในช่วงที่ 1 ม.ค. 2556-31 ธ.ค. 2558 และโครงการการ Productivity Improvement Loan ของ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ในวงเงินเดิมที่ ครม.อนุมัติไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงที่ 24 เม.ย. 2554 - 31 ธ.ค.2558 โดยขอความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ
นอกจากนั้นยังผลักดันมาตรการค้ำประกันให้ผู้ประกอบการ OTOP และวิสาหกิจชุมชน (สินเชื่อ Micro-finance) โดยให้ บสย.ใช้วงเงินเดียวกับวงเงินมาตรการสินเชื่อและค้ำประกันให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่เหมาะสม
นอกจากนี้ มาตรการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชนรายย่อย (สินเชื่อ Nano-finance) โดยอนุญาตให้นิติบุคคลสามารถให้สินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และแก้ปัญหาภาระดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ โดยกำหนดให้ธุรกิจสินเชื่อเพื่อประชาชนรายย่อยสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยได้ตามความเหมาะสมและอยู่ในระดับที่ไม่เป็นภาระมากจนเกินสมควร
เร่งเบิกจ่ายงบท้องถิ่น-กองทุน
มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ แบ่งเป็นการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปีงบประมาณ 2556 ได้แก่ 1)เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยในปีงบประมาณ 2556 งบพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดมีวงเงิน 18,090 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 26 ก.ค. 2556 สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้เพียง 7,817 ล้านบาท คิดเป็น 43.2% ของงบประมาณที่ได้จัดสรร
2)เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยให้ อปท.ทุกแห่งเร่งเบิกจ่ายเงินจากรายได้งบประมาณ 2556 ทั้งในส่วนที่จัดเก็บเอง และที่รัฐบาลจัดเก็บให้และจัดสรรให้แล้ว รวมทั้งเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วที่สุด
3)เห็นควรให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินของกองทุนนอกงบประมาณ เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุนเอสเอ็มแอล (SML) กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง กองทุนตั้งตัวได้ และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น โดยให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายเงิน
เตรียมพร้อมเร่งเบิกจ่ายงบปี 2557
ส่วนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปีงบประมาณ 2557 ได้แก่ 1)เตรียมความพร้อมในการใช้งบประมาณ 2557 ในลักษณะเร่งด่วนในช่วงแรกของปีงบประมาณ โดยเห็นควรให้กำหนดเป้าหมายอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2557 ให้สูงกว่าอัตราที่กำหนดในปีงบประมาณ 2556 2)เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปีงบประมาณ 2556 และในปีงบประมาณก่อนหน้า โดยให้สามารถเบิกจ่ายอย่างมีนัยสำคัญได้ภายในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2557 โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายประจำที่การก่อหนี้ผูกพันแล้ว
3)เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินรางวัลของข้าราชการและลูกจ้างประจำปีงบประมาณ 2555 ให้สามารถจ่ายได้ภายในปี 2556 ในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2556 หรือไตรมาสแรกของปี 2557 4)กำหนดให้ทุกส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายอบรมสัมมนาในประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยขอความร่วมมือให้จัดสัมมนากระจายไปตามจังหวัดต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต ภายในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2557
เร่งค้าชายแดน-ขยายวีซ่าหนุนท่องเที่ยว
สำหรับมาตรการด้านการส่งออกและการค้าสินค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ 1)การส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม (CLMV) และมณฑลย่อยของประเทศจีน เนื่องจากมีความพร้อมในการเป็นตลาดใหม่ของไทยและกำลังซื้อสูง 2)การสนับสนุนการใช้เงินบาทในการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการผ่อนคลายกฎระเบียบการถือเงินบาทเข้าออกนอกประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการข้ามชายแดน
3)การส่งเสริมการธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) โดยเพิ่มบทบาทในเชิงรุกของ ธนส.ในการช่วยลดความเสี่ยงและการสนับสนุนสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการที่จะไปดำเนินธุรกิจด้านการค้า การให้บริการ และการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV โดยขอความร่วมมือจากสถานทูต สถานกงสุล หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมในการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าในต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ
4)การสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวจากต่างชาติ โดยสนับสนุนให้มีการทำวีซ่าเข้าออกประเภทเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple - Entry Visa) ที่มีระยะเวลาหลายปี โดยให้วีซ่าประเภทนี้มีผลบังคับได้ในปี 2556 ก่อนช่วงเวลาการท่องเที่ยวปลายปี และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวและไม่มีผลกระทบหรือมีผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศน้อย
ด้าน นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับในการประชุม ครม.ว่าให้ สำนักงบประมาณ เร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ให้ได้ตามเป้าที่รัฐบาลวางไว้ และต้องการให้มีการจัดอบรมสัมมนาต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการและพัฒนาโครงการต่างๆ ของภาครัฐ รวมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 โดยให้มีการปรับแผนเบิกจ่ายเร็วขึ้น โดย สำนักงบประมาณ จะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายให้รวดเร็วขึ้น









