สภาที่ปรึกษาฯจี้ลดต้นทุนผลิต แก้ปัญหา'ข้าว'อย่างยั่งยืน ชี้มาตรการพยุงราคาหรือรักษาเสถียรภาพระดับราคาข้าวเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ
ข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย แต่ปัจจุบันข้าวไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญ
ขณะที่ภาครัฐยังขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจริงจัง และยังมีการคุกคามจากภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง แมลงและโรคศัตรูพืช ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวยังไม่สามารถพัฒนาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิตให้สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อข้าวไทย
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เผยแพร่รายงานการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าที่ผ่านมาทุกรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวในลักษณะเฉพาะหน้าตามสถานการณ์ ด้วยมาตรการพยุงราคาหรือรักษาเสถียรภาพระดับราคาข้าว เช่น โครงการประกันรายได้เกษตรกร โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ไม่สามารถแก้ปัญหาในภาพรวมตลอดทั้งกระบวนการ เริ่มจากการเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การตลาดข้าวเปลือก การสีแปรสภาพ และการตลาดข้าวสาร ซึ่งการแก้ไขปัญหาควรดำเนินการตลอดทั้งกระบวนการเพื่อไม่ต้องเป็นภาระงบประมาณของประเทศอีกต่อไป
ทั้งนี้ สภาที่ปรึกษาฯระบุว่าจุดแข็งของข้าวไทยคือมีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความมั่นคงทางอาหาร มีกำลังการผลิตข้าวเพื่อจำหน่ายต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเป็นแหล่งปลูกข้าว มีพันธุ์ข้าวหลากหลายตอบสนองความต้องการของตลาดในแต่ละระดับ มีตลาดข้าวหลากหลายระดับ และข้าวไทยมีชื่อเสียงดีเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก แต่จุดอ่อนคือต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงกว่าคู่แข่ง ต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะปุ๋ยและสารเคมี
ขณะที่ผู้ผลิตข้าวเปลือกเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ขาดอำนาจการต่อรองด้านการตลาด การจัดสรรผลประโยชน์ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการผลิตยังเป็นแบบแยกส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่สมดุลกับต้นทุนและเวลาดำเนินการในแต่ละกระบวนการผลิตตั้งแต่การเพาะปลูก การรวบรวมและการแปรสภาพเป็นข้าวสาร และภาครัฐยังต้องใช้งบประมาณในการสนับสนุนและช่วยเหลือการผลิตผ่านนโยบายของรัฐไปยังเกษตรกร
นอกจากนั้น ยังมีอุปสรรคด้านข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศซึ่งสร้างข้อจำกัดให้ข้าวไทย แต่เปิดโอกาสให้ประเทศคู่แข่งรายใหม่ที่ได้สิทธิพิเศษทางการค้า โดยคู่แข่งรายใหม่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น แต่ข้าวไทยยังมีโอกาสจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในเอเชีย
สภาที่ปรึกษาฯระบุว่าเพื่อให้การแก้ไขปัญหาข้าวประสบผลสำเร็จตลอดห่วงโซ่ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับนโยบายลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมกลไกตลาดให้ดำเนินไปได้อย่างเหมาะสม มีศักยภาพสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ส่วนการบริหารจัดการต้องให้มีโครงสร้างการแบ่งปันรายได้ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตั้งแต่เกษตรกร พ่อค้า โรงสี ผู้ส่งออกและผู้บริโภค
ส่วนในด้านการผลิต รัฐต้องจัดพื้นที่ทำนาให้เพียงพอ โดยเร่งออกพ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกร โฉนดที่ดินทำกินผืนแรก จัดหาที่ดินให้เกษตรกรตามรายภูมิภาค เร่งผลักดันออกโฉนดชุมชนในการจัดพื้นที่สาธารณะของรัฐที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว การจัดโซนนิ่ง การวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทั้งพันธ์ ปริมาณน้ำ คุณภาพดิน น้ำ และระบบชลประทาน เพื่อกำหนดจุดส่งน้ำตามโซนนิ่งที่ชัดเจน
นอกจากนี้ จะต้องส่งเสริมการใช้ระบบสหกรณ์อย่างจริงจัง เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีการจัดเก็บข้อมูลชนิดพันธุ์ข้าว ปริมาณความต้องการของผู้บริโภค ภายในและต่างประเทศ ตามประเภทของตลาดเพื่อใช้วางแผนการผลิตและยกระดับคุณภาพข้าวของไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยการวิเคราะห์จุดเด่นของแต่ละพันธุ์ข้าว สร้างมาตรฐานวิธีการตรวจสอบคุณภาพข้าวที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน คัดแยกคุณภาพข้าวตามเกรดตรงตามสายพันธุ์ ทำข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าร่วมกับโรงสีกับเกษตรกรในพื้นที่
สำหรับด้านการบริหารจัดการโครงสร้างการแบ่งปันรายได้นั้น ภาครัฐควรตรากฎหมายเกี่ยวกับเรื่องข้าวเป็นเครื่องมือในการควบคุมและรักษาผลประโยชน์ทุกฝ่าย โดยจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเพื่อช่วยลดภาระการอุดหนุนของรัฐบาล โดยรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตสู่ต่างประเทศต้องมีองค์กรทำหน้าที่กำหนดราคากลางในการคำนวณผลตอบแทนให้กับเกษตรกรและโรงสีตามสัดส่วนเช่น ให้เกษตรกร 80% ของรายได้ทั้งหมด และปันส่วนให้โรงสีซึ่งเป็นผู้รวบรวม 20%
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงฯเป็นหน่วยงานพิจารณาข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาฯเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน เพราะแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งภาคการผลิต ด้านการตลาด การบริหารจัดการโครงสร้าง และการแบ่งปันรายได้ โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) แยกข้อเสนอออกเป็นแต่ละส่วนตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อให้แต่ละหน่วยงานเสนอความเห็นและส่งกลับมายังกระทรวงฯภายใน 20 วัน หลังจากนั้นจะจัดสัมมนาร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป
"ข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาฯในด้านการผลิตถือว่าสอดคล้องกับแผนการจัดโซนนิ่งของกระทรวงฯ ส่วนด้านการตลาดซึ่งภาคเอกชนเสนอให้การซื้อขายเป็นสินค้าล่วงหน้า เป็นสิ่งที่ภาครัฐไม่เคยมีแนวคิดมาก่อน ภาครัฐจึงต้องนำความเห็นจากการสัมมนามาประกอบการทบทวนยุทธศาสตร์เรื่องข้าวของไทยต่อไป"









