วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลไทย-จีนจ่อยกเลิกวีซ่าหนุนท่องเที่ยว

"ไทย-จีน"เตรียมถกยกเลิกวีซ่า นายกฯหนุนเต็มที่่ สั่ง"สุรนันทน์"เกาะติดแผนส่งเสริมความสัมพันธ์ หวังนักท่องเที่่ยวจีนเข้าไทยเพิ่มปีละ 5 ล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายไพศาล พืชมงคล อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน พร้อมด้วย นายโภคิน พลกุล นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน รวมทั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย - จีน เช่น พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ พล.อ.อุทัย ชินวัตร อุปนายก นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อุปนายกสมาคม ได้เข้าหารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ถึงความร่วมมือกับจีนด้านต่างๆที่ทางสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีนกำลังดำเนินงานต่อไป

ทั้งนี้ นายไพศาล พืชมงคล อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย -จีน เปิดเผยหลังการหารือว่า นายโภคิน พลกุล นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาได้เดินทางไปยังประเทศจีนและได้มีการหารือกับรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ ถึงแนวทางการยกเลิกการขอวีซ่าเข้าประเทศของทั้ง 2 ประเทศ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยและจีนเตรียมการหารือในการกำหนดรายละเอียดต่างๆในทางการทูตต่อไป

"นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยและยินดีให้การสนับสนุน สั่งเดินหน้าการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศไทย-จีน อย่างเต็มที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นว่าน่าจะมีข่าวดีเรื่องการยกเว้นวีซ่าระหว่างไทย-จีน ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเยือนจีนที่มณฑลกวางสี ระหว่างวันที่ 2-3 ก.ย.นี้"

สำหรับผลดีที่จะเกิดขึ้นหลังยกเว้นวีซ่าระหว่างไทย-จีน จะทำให้มีนักท่องเที่ยวจากจีนมาไทยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลดีต่อกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ มีเม็ดเงินสะพัดสร้างรายได้เข้าประเทศอีกจำนวนมาก โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนมาประเทศไทยหลังจากยกเว้นวีซ่าปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคนแน่นอน จากเดิมปีละ 2 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปีนี้เป็น 3-4 ล้านคน หลังจากที่ได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ลอสอินไทยแลนด์ที่ฉายไปแล้วทำให้คนจีนมาเที่ยวไทยมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับนายกรัฐมนตรีเรื่องนโยบายบ้านพี่เมืองน้องระหว่างไทยกับจีน ที่จะสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในระดับจังหวัดของไทยกับเมืองที่สำคัญของจีนทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีนโยบายนี้อยู่แล้วแต่ยังไม่ได้ผลในทางปฏิบัติมากนักเพราะขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณ เช่นการจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนกันก็ไม่มีงบประมาณสนับสนุน

ทั้งนี้้ นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายโภคิน พลกุล นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และกระทรวงมหาดไทย ไปร่วมประชุมหารือกัน เพื่อจัดระบบของนโยบายบ้านพี่เมืองน้องให้เป็นเอกภาพ และขับเคลื่อนให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว

ขณะเดียวกันคณะยังได้หารือกับนายกรัฐมนตรีถึงการตั้งหน่วยบรรเทาสาธารณภัยระหว่างกองทัพไทยและกองทัพจีน เพื่อให้การช่วยเหลือระหว่างกันในช่วงที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดปัญหาสาธารณภัยขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานของกองทัพทั้ง 2 ประเทศ หากมีความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้การแก้ปัญหาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นทำได้รวดเร็ว บรรเทาความเสียหายให้ลดลงได้ เช่น เรื่องน้ำมันรั่วที่อ่าวไทย ถ้ามีความร่วมมือกับจีนซึ่งมีความชำนาญเรื่องการขจัดคราบน้ำมันรั่ว จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเรียบร้อยรวดเร็วขึ้น