ธปท.ชี้แบงก์พาณิชย์ของไทยแกร่ง เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดเกือบเท่าตัว ผู้ฝากไม่ต้องกลัวเงินสูญ
นางนวอร เดชสุวรรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์และติดตามฐานะ ธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวยืนยันถึงความแข็งแกร่งในระบบสถาบันการเงินที่ผู้ฝากเงินไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหรือใช้บริการของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สะท้อนจากตัวชี้วัดสำคัญใน 5 ด้าน คือ 1.ฐานะและการทำกำไร โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2556 สถาบันการเงินมีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 12% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดสินเชื่อขยายตัว 15.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 22.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน ยังมีความสามารถในการทำกำไรได้ถึง 11,813 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 29.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
2.ด้านเงินทุนของธนาคาร มีอัตราสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยกฎหมายกำหนดที่ 8.5% แต่สถาบันการเงินมีเงินทุนสูงถึง 15.9% ของสินเชื่อรวม 3.คุณภาพสินเชื่ออยู่ในเกณฑ์ที่ดี สะท้อนจากหนี้เสียอยู่ในระดับที่ลดลง ขณะที่ การกันสำรองก็อยู่ในเกณฑ์สูง กล่าวคือ หนี้เสีย 100 บาท สถาบันการเงินจะสำรองไว้ถึง 139 บาท สะท้อนคุณภาพสินเชื่อที่ดีไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร สถาบันการเงินก็จะมีเงินสำรองที่สูงจนไม่กระทบต่อฐานะ 4.สภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยธปท.กำหนดให้นำส่งที่ 6% ของฐานเงินฝาก แต่สถาบันการเงินนำส่งถึง 20% และ 5.น่าเชื่อถือของระบบสถาบันการเงินโดยสถาบันจัดอันดับเครดิตที่เห็นว่า ระบบสถาบันการเงินไทยยังแข็งแกร่งและธปท.กำกับดูแลได้ดี
ด้านนายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กล่าวว่า ปัจจุบัน การคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 50 ล้านบาทต่อคนต่อธนาคาร และจะปรับลดลงเหลือ 25 ล้านบาทนับจากวันที่ 11 สิงหาคม 2558 และเหลือ 1 ล้านบาทตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559 ซึ่งจะคุ้มครองผู้ฝากเงินได้จำนวน 98.36% ทั้งนี้ ปัจจุบันเงินกองทุนในสถาบันคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท มีสถาบันการเงินอยู่ภายใต้ความคุ้มครองจำนวน 35 แห่ง ไม่รวมสถาบันเงินการเงินของรัฐ บริษัทเงินทุน 2 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์อีก 2 แห่ง







