สคฝ.เผยยอดนำส่งเงินเข้าบัญชีสะสม รองรับกรณีแบงก์เจ๊ง หดเหลือปีละ 800-1,000 ล้านบาท จากเดิม 3 หมื่นล้านบาท ย้ำไม่น่าห่วง
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่มีการใช้ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไปเมื่อต้นปี 2555 ทำให้เงินที่สถาบันการเงินต้องนำส่งเข้า สคฝ. ในแต่ละปีลดลงเหลือเพียงปีละ 800-1,000 ล้านบาทเท่านั้น เทียบกับอดีตที่สถาบันการเงินเหล่านี้ เคยนำส่งเงินเข้า สคฝ. สูงราวปีละ 30,000 ล้านบาท
สำหรับการลดเงินนำส่งเข้า สคฝ. นั้น สืบเนื่องจากรัฐบาลต้องการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไปอยู่ในความดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จึงได้ออก พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อให้อำนาจ ธปท. ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบนฐานเงินฝากและตั๋วแลกเงิน (บี/อี) จาก ธนาคารพาณิชย์ ในอัตรา 0.47% โดยในจำนวนนี้เป็นการเก็บเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อไปชำระหนี้ 0.46% และอีก 0.01% นำส่งเข้า สคฝ. จากเดิมที่ ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้จะนำส่งเงินเข้าสคฝ.ปีละ 0.40%
นายสรสิทธิ์ กล่าวว่า การลดเงินนำส่งเข้า สคฝ. ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของ สคฝ. เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ในไทยทั้งขนาดเล็ก กลาง และ ใหญ่ มีฐานะมั่นคงค่อนข้างมาก ทำให้ความจำเป็นในการเร่งสะสมเงินเพื่อรองรับกรณีการเกิดปัญหาธนาคารพาณิชย์ล้ม จึงไม่มีความจำเป็นมากนัก ขณะที่ปัจจุบัน สคฝ. เองก็มีเงินสะสมอยู่ในบัญชีประมาณ 104,000 ล้านบาท
"ถามว่าเงินที่นำส่งเข้า สคฝ. ในตอนนี้เพียงพอหรือไม่นั้น ตรงนี้ไม่มีมาตรฐานวัดตายตัว คำว่าเพียงพอหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับความมั่นคงของสถาบันการเงินด้วย ถ้าดูแล้วมั่นคง ความน่าเป็นห่วงก็น้อยลง ดังนั้นความจำเป็นที่ สคฝ. ต้องเร่งสะสมเงินจำนวนมากๆ จึงลดลงตามไปด้วย ซึ่งเวลานี้เราดูแล้วแบงก์พาณิชย์ถือว่ามีความมั่นคงค่อนข้างมาก" นายสรสิทธิ์ กล่าว
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เกิดปัญหาขึ้นจริงแล้วเงินสะสมของ สคฝ. มีไม่เพียงพอ ทาง สคฝ.ก็สามารถระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ได้ เพราะกฎหมายเปิดช่องเอาไว้ ซึ่งปัจจุบัน สคฝ. อยู่ระหว่างว่าจ้างให้ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เข้ามาจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพื่อทำเรทติ้งขึ้น
นายสรสิทธิ์ กล่าวว่า เรทติ้งที่ ทริส จัดออกมา จะมีผลต่อต้นทุนการระดมทุนของ สคฝ. ด้วย หากได้เรทติ้งดี การออกตราสารหนี้ของ สคฝ. ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยสาเหตุที่ สคฝ. ขอให้ ทริส เข้ามาช่วยจัดเรทติ้ง ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเผื่อเอาไว้
"ทริสจะเข้ามาช่วยดูว่า ตรงไหนบ้างที่เราควรปรับปรุงเพื่อให้ได้เรทติ้งที่สูงขึ้น ซึ่งเรทติ้งนั้นสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ตลอด ถ้าเราปรับปรุงศักยภาพของเราให้ดีขึ้น เรื่องกฎหมายก็มีส่วนช่วย หากมีกฎหมายที่ทำให้คนมั่นใจ เชื่อว่าเราจะทำงานได้อย่างดี ตรงนี้ก็อาจมีผลต่อการจัดเรทติ้งได้เช่นกัน และบังเอิญเราโชคดีที่กฎหมายเปิดช่องให้เรากู้ยืมเงินได้ด้วย" นายสรสิทธิ์ กล่าว
ในกรณีถ้าธนาคารพาณิชย์เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ เบื้องต้นก็จะมีกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นกลไกด่านแรกในการช่วยแก้ปัญหา ถ้ากองทุนฟื้นฟูฯ สามารถจัดการปัญหาดังกล่าวได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมาถึงทาง สคฝ. โดยทาง สคฝ. จะมีหน้าที่เป็นด่านสุดท้าย คือ ชำระเงินให้กับผู้ที่ฝากเงินในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์รายดังกล่าวต้องปิดกิจการไปจริงๆ ซึ่งเวลานี้ยืนยันว่า ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีความแข็งแกร่งค่อนข้างมาก ความน่ากังวลจึงน้อยลงตามไปด้วย









