โบรกฯคาดพีทีที โกลบอล เคมิคอล แบกรับส่วนเกินจากวงเงินประกัน 3-5 พันล้านบาท จากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว แนะทยอยสะสมหลังราคาดิ่ง 10%
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินผลกระทบต่อบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC จากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว ในกรณีที่แย่ที่สุด บริษัทต้องชดเชยความเสียหายทั้งหมดเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการชดเชยในส่วนของการประมง โดยส่วนต่างจากวงเงินประกันภัยจะอยู่ที่ 4,900 ล้านบาท คิดเป็น 14.4% ของประมาณการปี 2556 ที่ฝ่ายวิจัยทำได้ที่ 34,130 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาแล้ว 11% ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ ประเมินว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งนี้ จะกดดันบรรยากาศการลงทุนในบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ต่อไปตลอดเดือนนี้ จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสำหรับการลงทุนในระยะ 6-12 เดือน ราคาหุ้นที่ต่ำกว่า 63.50 บาท (-3.8%) เป็นจุดที่เริ่มทยอยสะสมได้ เพราะราคาได้สะท้อนความเสี่ยงในกรณีเลวร้ายที่สุดตามสมมติฐานไปแล้ว ทำให้ผลตอบแทนสามารถชดเชยความเสี่ยงได้ ในกรณีดังกล่าวมูลค่าพื้นฐานอ้างอิง PBV ที่1.48 เท่าจะลดลงเป็น 79 บาท (Upside 19.7%)
ด้านการผลิตของโรงกลั่น ฝ่ายวิจัยประเมินว่าโรงกลั่นของบริษัทยังคงเดินเครื่องตามปกติ ขณะที่น้ำมันดิบสำรองปัจจุบันเพียงพอต่อการกลั่นต่อเนื่องไปอีกประมาณ 7 วัน เรือขนส่งยังจอดรอที่เพื่อลำเลียงน้ำมันเข้าสู่ถังเก็บ และท่อส่งน้ำมันดิบที่รั่วได้ถูกเปลี่ยนเรียบร้อย แต่หน่วยงานภาครัฐระบุให้บริษัทต้องทำการเปลี่ยนท่ออีกเส้นที่ไม่เกิดความเสียหายเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการดำเนินการในอนาคต ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยจะต้องใช้เรือเล็กสำหรับไล่น้ำมันที่ค้างอยู่ในท่อดังกล่าวออกก่อนที่จะทำการเปลี่ยน หากล่าช้าบริษัทสามารถเลือกที่ลำเลียงผ่านท่อเส้น 1 เส้น หรือในกรณีแย่ที่สุดอาจใช้เรือเล็กทำการขนถ่าย
หากอ้างอิงจากกรณีศึกษามอนทาราของบริษัทปตท.สำรวจ ผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท. สผ. พบว่าค่าใช้จ่ายการกำจัดและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มีวงเงินคุ้มครองจากประกันภัยบุคคลที่ 3 วงเงิน 50 ล้านดอลลาร์ แม้จะยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ แต่หากอ้างอิงจากปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลออกมา คิดเป็น 1% ของกรณีมอนทาราของปตท. สผ. ที่ประมาณ 30,000 บาร์เรล
ดังนั้นค่าใช้จ่ายในการกำจัดน้ำมันดิบครั้งนี้จะน้อยกว่ามาก แต่จะถูกชดเชยจากผลกระทบจากเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบที่มากกว่า เพราะมีน้ำมันดิบเคลื่อนเข้าสู่ชายฝั่ง โดยการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายคาดจะส่งผลกระทบต่อกำไรไตรมาส 3 ปีนี้ ขณะที่เงินประกันคาดจะทยอยรับรู้ในไตรมาส 4 ปีนี้- 6 เดือนแรกปี 2557
ขณะที่บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ประกอบการเอกชนจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว ยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ อีกทั้งยังมีโอกาสถูกฟ้องร้องจากภาครัฐ จึงได้ทำการสมมติค่าเสียหายส่วนเกินจากวงเงินประกัน 1,500 ล้านบาท จาก Scenario Analysis พบว่า หากค่าเสียหายส่วนเกินอยู่ในช่วง 3,000 -5,000 ล้านบาท จะส่งผลให้ราคาเป้าหมายลดลง 1-2.3 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Downside 1.2-2.5% ของเป้าหมายเดิม
แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังปีนี้ คาดธุรกิจโรงกลั่นฟื้นตัว ขณะที่ปิโตรเคมีทรงตัว แม้มีแรงกดดันจากการลดกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนใน 19 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนสองออกไปยังจีน ราว 35% โดยยังคงประมาณการปี 2556 ไว้ที่ 34,646 ล้านบาท แต่อาจจะมีการปรับประมาณการหลังมีรายละเอียดเพิ่มเติมจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่ว
ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 89 บาท ส่วนความเคลื่อนไหวราคาหุ้น ได้ปรับตัวลงมากว่า 10% นับจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว จึงมองเป็นโอกาสให้ทยอยเข้าสะสมหุ้น นอกจากนี้คาดเงินปันผลงวด 6 เดือนแรกปีนี้ ที่ 1.50-1.60 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 2.25% และแนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า นักธุรกิจประเมินว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความเสียหายราว 2,000-2,500 ล้านบาท เพราะเหตุการณ์น้ำมันรั่วของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล และประเมินว่า การกำจัดคราบน้ำมันและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชายหาดและในทะเลจะไม่เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น และหากเกิดความเสียหายจำนวนมากดังกล่าวจริง เงินค่าสินไหมทดแทนสูงสุดที่บริษัทจะได้รับจากการทำประกันภัยที่ 50 ล้านดอลลาร์ หรือ 1,500 ล้านบาทก็ไม่เพียงพอ
ผลกระทบต่อผลประกอบการและฐานะการเงินของบริษัทปี 2556 จะไม่มากเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิที่ประเมินไว้สำหรับปีนี้ที่ 4 หมื่นล้านบาท แต่อาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรในช่วงนี้มากกว่า ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำทยอยซื้อลงทุนจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัว เพราะเชื่อว่าผลการดำเนินงานระยะกลาง-ยาวยังไปได้ดี








