วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดโมเดล"วัดสร้างสุข"ส่งสำนึก 5ส สู่สังคม

วัดเขาวง สระบุรี คือวัดต้นแบบ5ส จากโครงการ “วัดสร้างสุข”ที่จับคู่ 1โรงงาน 1วัดมาพัฒนาศาสนสถานตามหลัก5ส เปลี่ยนโลก“ทุนนิยม”สู่ "บุญนิยม"

ร่มไม้เขียวขจีทอดยาวนำทางผู้คนไปยัง วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์) ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี พร้อมบรรยากาศที่โล่ง โปร่งสบาย และ สะอาดตา ทั่วทั้งบริเวณ ดูไปแล้วก็เหมือนสถานที่พักผ่อนสวยๆ มากกว่าจะเรียกว่าวัด

นี่คือ วัดต้นแบบ ที่ดำเนินการตามหลัก 5ส มากว่า 10 ปี จนสามารถเปลี่ยนสภาพความทรุดโทรมของสถานที่ใกล้แหล่งเหมืองแร่ มาเป็นสถานปฏิบัติธรรมและสอนกรรมฐานสายหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ(พระราชพรหมยาน) ที่อบอวลไปด้วยธรรมชาติสีเขียว ดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย

กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้วัดและโรงงาน ที่เข้าร่วมโครงการวัดสร้างสุข “1 โรงงาน 1 วัด” โดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้นำเป็นแนวทาง ประยุกต์ใช้แนวคิด 5ส อย่าง สะสาง ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น สะดวก จัดระเบียบ สะอาด ตรวจสอบหาสิ่งผิดปกติ สร้างมาตรฐาน มีกฎเกณฑ์ มุ่งมั่นพัฒนา และ สร้างวินัย เคารพกฎกติกา เน้นจัดการพื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์ เพื่อสร้างสำนึกความมีวินัย จาก วัด สู่โรงงานและชุมชน อย่างยั่งยืน

“การพัฒนาอะไรก็ตาม ต้องคิดถึงธรรมชาติ ต้องสอดคล้องและไม่ทำร้ายธรรมชาติ ทั้งยังมุ่งประโยชน์ต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง”

นี่คือแนวทางพัฒนาวัดเขาวง ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคก่อตั้ง ปี2538 จนถึงปัจจุบัน ที่ “พระปลัดนิพพาน โชติธมฺโม” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาวง ฉายภาพให้พวกเราได้เข้าใจ

ที่มาของการเลือกเก็บธรรมชาติสวยๆ ให้เคียงคู่กับการพัฒนาวัด บนแนวคิด “ข้างบนร่ม ข้างล่างโล่ง”

“เรื่องบางเรื่องไม่ต้องทำใหม่ แค่ทำความสะอาด และทำให้ดีขึ้น โดยต้องรู้จักธรรมชาติของสถานที่นั้นๆ อย่างที่นี่มีภูเขาเป็นพระเอก ฉากหลังเป็นภูเขา มีหน้าผา มีต้นไม้ ก็แค่พัฒนาไปตามนั้น ทำของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้มันเด่นขึ้น”

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาวง บอกแนวคิดของวัด ก่อนสรุปหลัก 5ส แบบวัดเขาวง ที่มีหัวใจอยู่แค่ 2 ข้อ นั่นคือ สะสาง และสร้างนิสัย

“สะสาง คือ สะสางมลทินในตัวเรา ในบ้าน ในวัด ในบริษัทของเรา กระทั่งหัวใจของเราเอง ถ้าเราไม่สะสางเราจะไม่สามารถมีพื้นที่ใส่สิ่งที่ดีขึ้นได้ และ สร้างนิสัย ที่วัดเขาวง หลวงตาท่านอบรมให้เรา “ทนไม่ได้” ที่เดินไปบนถนนและเห็นสิ่งปฏิกูลต่างๆ ให้ใจเราทนไม่ไหว ที่จะก้าวผ่านไป สร้างนิสัยที่ทนไม่ได้ที่จะมีมนทินค้างอยู่ในใจ เพื่อเปลี่ยนแปลง พัฒนา ตัวเรา พี่น้อง คนในองค์กร และสถานที่ของเรา ละมลทินออก เราก็จะมีความสุข”

การพัฒนา 5ส ของวัด ต้องดูกันตั้งแต่ ซุ้มประตู ลานวัด ใต้ถุนอาคาร ที่กำจัดขยะ ทางระบายน้ำ สัตว์เลี้ยงในวัด อุปกรณ์ อาคาร สุขา การจัดวางรูปเครารพ โบสถ์ ตลอดจนสิ่งที่ลับหูลับตา ที่พระปลัดนิพพาน บอกว่า ไม่ต้องทุบทิ้งหรือสร้างใหม่ ไม่ได้ใช้เงินทองมากมาย ขอแค่เริ่มจากทำให้สะอาดขึ้นเท่านั้น

“อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ทำจากของเก่า ไม่จำเป็นต้องทุบทิ้งและสร้างใหม่ อย่างเสาร้างเดิม ก็เอามาต่อเป็นหอประชุม โรงเรือนกุฏิที่ไม่ได้ใช้ ก็มาทำเป็น ร้านวันยังค่ำ ร้านค้าของที่นี่ ซึ่งของเดิมที่มีอยู่แล้วเพียงเอามลทินออกไปเสีย ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ทำความสะอาด ก็ดูดีแล้ว”

ขณะที่รอบบริเวณวัด ก็มองถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก อย่างป้ายบอกจุดต่างๆ ที่เปลี่ยนจากไม้เป็นสแตนเลส เพราะไม้ผุพังง่าย ใช้ประโยชน์ได้ไม่นาน ป้ายที่จอดรถทำเป็นกระถางปลูกต้นไม้ แบบมีล้อ เพื่อให้สามารถเลื่อนไปมายังจุดต่างๆ ได้ หน้าฝนมีระบบกักเก็บน้ำไว้ใช้ ที่เหลือก็ส่งไปให้ท้องไร่ท้องนาของชาวบ้าน สำหรับทำการเกษตร ส่วนน้ำด้านในก็มีการหมุนเวียนใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นำระบบโซล่าเซลล์มาใช้ในวัดเพื่อประหยัดพลังงาน

ขณะที่การคิดให้เยอะขึ้นก็สามารถแก้ปัญหาได้ลึกขึ้น เช่น การออกแบบหลังคาโบสถ์ให้นกเกาะไม่ได้ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งหมักหมมของสิ่งสกปรก ขณะที่ชาวบ้านมักเอารูปเคารพที่มีตำนิมาทิ้งภายในวัด ก็มาออกแบบห้องใต้ฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ สำหรับเก็บรูปเคารพเหล่านี้ ไม่ให้เป็นที่รกหูรกตา เป็นต้น

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาวง บอกว่า วิธีพัฒนา 5ส ไม่ว่าจะในวัดหรือองค์กร ไม่ต้องทำให้แพงเกินกำลัง แต่ให้คนในปกครอง มองให้เป็นว่า ทนไม่ไหว แล้วชักชวนกันปฏิบัติ โดยผู้นำอย่าเอาแต่ชี้นิ้วสั่ง เพราะคนปฏิบัติจะทำแค่ตามหน้าที่ ลับหลังก็ไม่ทำตาม ฉะนั้นผู้นำที่ดีจึงต้อง “นำทำ”

ด้าน “อภิชาติ ยิ้มแสง” สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ผู้จัดการโครงการวัดสร้างสุข บอกเราว่า โครงการวัดสร้างสุขเป็นกุศโลบายที่จะ “ฝึกวินัย” ให้กับคนไทย โดยการจับคู่ระหว่างโรงงานกับวัด ซึ่งโรงงานมีการทำเรื่อง 5ส อยู่แล้ว ก็นำมาประยุกต์ใช้ที่วัด เพื่อให้ผู้คนที่เข้าวัดฟังธรรม ได้นำวินัยเรื่องนี้กลับไปยังครอบครัวของตนด้วย

“5ส เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนนิสัยคน ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่เราใช้กิจกรรมที่ให้พนักงานเป็นตัวเหนี่ยวนำก่อน แล้วนำไปสู่ประชาชน โดยให้พระเป็นผู้ที่ให้ความรู้กับประชาชนอีกที ซึ่งตอนแรกวัดอาจไม่รู้เรื่อง 5ส เราก็ไปถวายความรู้ให้กับพระ ให้พนักงานเข้าไปทำกิจกรรมในวัด โดยในการจับคู่วัดกับโรงงาน ก็ดูจากพื้นที่ตั้งใกล้วัด เพื่อให้โรงงานดูแลวัดได้ต่อเนื่อง”

ไม่เพียงแต่วัด หรือชุมชน จะได้อะไรจากโครงการนี้ แม้แต่โรงงานที่เข้าร่วม ก็ได้ประโยชน์ตามไปด้วย เขายกตัวอย่าง บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล (ประเทศไทย) จํากัด ที่อาสาพัฒนาวัดในพื้นที่อยุธยาหลายวัด ส่งผลให้พนักงานรู้สึกมีจุดศูนย์รวม มีโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับสังคม มีจิตอาสา ย้อนกลับไปเป็นการทำงานที่ดีขึ้นให้กับองค์กรในที่สุด

อภิชาติ บอกว่า โครงการนี้ตั้งเป้าว่าปีหน้าจะจับคู่โรงงานและวัด จำนวน 100 คู่ ก่อนขยายผลเป็น 1,000 คู่ใน 3 ปี

“แทนที่เราจะเอาเงินไปให้วัดไม่ได้ประโยชน์หรอก เอาแรงกายแรงใจเข้าไปดีกว่า” เขาสะท้อนความคิด ที่จะเปลี่ยนมุมมองการทำนุบำรุงศาสนา และการทำดีเพื่อสังคม ไม่ให้ติดภาพการบริจาค ให้เงินแล้วจบไป แต่เลือกทำในสิ่งที่จะส่งผลต่อจิตใจของคนทำมากขึ้น

“การให้เงิน ให้แล้วจบ ไม่ผูกพัน ตัวเขาก็ไม่ได้พัฒนาจิตใจให้ดีขึ้น แต่การเอาแรงมาทำเพื่อคนอื่น จะช่วยลดทิฐิลง ได้ฝึกจิตใจ ให้รู้จักทำเพื่อคนอื่น ซึ่งสังคมทุกวันนี้มัน “ทุนนิยม” อยากให้เป็น “บุญนิยม” มากกว่าเพราะเงินไม่ได้แก้ปัญหา”

เขาฝากความคิดทิ้งท้าย เพื่อให้ “วัดสร้างสุข” และโครงการ “1 โรงงาน 1 วัด” ได้เป็นจุดเริ่มต้นดีๆ ที่จะนำพา “วินัย” ไปสู่คนไทยทั้งประเทศ