คิดนอกกรอบ วิถีคลื่นลูกใหม่

คิดนอกกรอบ วิถีคลื่นลูกใหม่

Strategic direction ต้องมีความชัดเจน ซึ่งหมายถึงการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่วันนี้คิดจะเป็นแบบนี้ อีกวันจะเป็นอีกแบบ

ต้องคิดนอกกรอบ หากคิดก้าวต่ออย่างมั่นคงและยั่งยืน คือมุมคิดของ "บัณฑิต นิลเจียรสกุล" ทายาทธุรกิจกระเป๋าเดินทาง "บริษัท บอนนี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"


แม้ว่าบริษัทนี้ถือว่ามีรากฐานแข็งแกร่งมั่นคง เรียกว่าสามารถฝ่าฟันผ่านทุกอุปสรรค กระทั่งวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 40 ที่ขึ้นชื่อว่าหนักหนาสาหัสมาแบบบาดเจ็บไม่มาก ทว่าการแข่งขันในโลกยุคไร้พรมแดนอย่างในทุกวันนี้ อะไรๆ ก็ไม่อาจหยุดเฉย


การคิดนอกกรอบก็ช่วยทำให้บัณฑิตสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง นั่นคือ การสร้างตลาดกระเป๋าเดินทางระดับ Luxury


การคิดนอกกรอบ ทำให้จากเดิมที่มีแต่ความเห็นที่ว่า "ไม่มีทาง" ก็มีแต่ความ "เป็นไปได้" อีกทั้งยังเป็นตลาดที่มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง


บัณฑิตบอกว่า ไม่มีใครคิดว่าผู้คนจะซื้อกระเป๋าเดินทางในราคาหลักหมื่น เพราะแค่หลักพันบาทก็ถือว่าหรูไม่ใช่น้อย ทว่าเมื่อโลกหมุนเวียนเปลี่ยนไป ก็หมดยุคของสินค้าที่ผลิตออกมาเพื่อขายแบบเหมาโหล ตรงกันข้ามต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของคนที่มีความหลากหลาย


ผู้ที่บินชั้นเฟิร์สคลาสย่อมต้องการกระเป๋าที่แสดงถึงฐานะของคนในระดับเฟิร์สคลาส


จึงไม่แปลกที่แบรนด์ RIMOWA ที่เขานำเข้าจากเยอรมันนีเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ในวันนี้มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 30-40 % ต่อปี


เร็วๆ นี้ บอนนี่ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็กำลังจะนำ แบรนด์ Zero Halliburton และ Ferrari Travel เข้ามาเสริมทัพ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งในตลาดกระเป๋าเดินทางระดับ Luxury มากกว่า 75%


นั่นหมายถึงการเป็นผู้นำในตลาดอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด


นอกจากนั้นแล้ว ทายาทธุรกิจคนนี้ยังเชื่อในเรื่องของการสร้างแบรนด์ กระทั่งแยกแผนก "การตลาด" เป็นอิสระจากที่เคยอยู่ร่วมกับ "แผนกขาย"


"เดิมเราก็โฟกัสแต่แบรนด์ที่เราผลิตเองเท่านั้น แบรนด์ที่นำเข้ามาก็เพียงแค่เสริมไลน์สินค้าให้ครบเท่านั้น แต่ในยุคของผมสินค้าจากทุกแบรนด์ไม่ว่าจะผลิตเองหรือนำเข้า จะต้องสร้างแบรนด์ด้วยตัวมันเอง"


ทำไมไม่พยายามผลิตและสร้างแบรนด์สินค้าที่ผลิตเอง ต่อคำถามนี้ เขาบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย เพราะการสร้างการยอมรับของตลาดอาศัยวันเวลา


" การเป็นแบรนด์ๆ หนึ่งไม่สามารถขายในตลาดตั้งแต่ Luxury ไปจนถึง Mass ได้ ขณะที่แบรนด์บอนนี่ของเรามันระดับ Mass การจะยกระดับไปเป็นสินค้าระดับ Luxury มันยากมาก ในแง่ของการเปลี่ยนมุมมองของคน ขณะถามว่าหากจะให้มันลงมาในตลาดระดับล่างได้หรือไม่ ตอบว่าได้ แต่ก็จะลงมาได้แค่สเต็ปเดียว"


บัณฑิตยังมีการโละระบบการบริหารจัดการแบบเดิมๆ จาก "Top Down" หรือแบบเถ้าแก่สั่งลุย เป็นแบบ "กระจายอำนาจ"


พูดง่ายแต่ทำยาก แต่เขาอธิบายว่า วิธีการก็คือ ตัวเขาเองต้องเปิดใจ ให้ความไว้วางใจลูกน้อง และสร้างความมั่นใจให้โดยมอบอำนาจในการเซ็นต์อนุมัติในโครงการต่างๆ ให้พวกเขา


"ในช่วงแรกๆ อาจมีความขัดเขินติดขัด แต่พอทำไปสักพักทุกอย่างจะเข้าที่ และโอเค"


เขาบอกว่า ในเมื่อธุรกิจมีการเติบใหญ่และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และความรับผิดชอบของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเขาเองนั้นต้องเดินทางไปสำรวจตลาด ไปพบปะพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจยังต่างประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จึงหนีไม่พ้นที่เขาควรต้องกระจายอำนาจความรับผิดชอบ


หากเจ้าของหรือผู้นำคิดจะแบกโลกทั้งใบ คงมีแต่ความเหนื่อยหนักและอาจไม่พบเจอทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล


บัณฑิตบอกว่าเขาเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของ Cycle ที่หมายถึง วงจร หรือ วัฏจักร การทำธุรกิจย่อมมีวันได้และมีวันเสีย น้ำมีวันขึ้นก็ย่อมมีวันลง เช่นกัน


ทำไมสินค้าบางยี่ห้อถึงอยู่มาได้เป็นร้อยๆ ปี ขณะที่ในบางยี่ห้อก็ไม่เห็นอีกเลยในวันนี้


" สิ่งที่ผมให้ความสำคัญ ก็คือ เรื่องของ Strategic direction ที่ต้องมีความชัดเจน"


องค์ประกอบของ Strategic direction ที่ถูกต้องควรมีอะไรบ้าง


"ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า องค์กรของเราต้องการอะไร หมายถึงมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่วันนี้คิดจะเป็นแบบนี้ อีกวันจะเป็นอีกแบบ"


ข้อสำคัญก็คือ หากระหว่างการเดินทางมีข้อผิดพลาด ก็ต้องกล้าถอย กล้าเปลี่ยนแปลง


โดยจะต้องทำตัวให้ปลอดจากคำว่า "Ego" เพราะอาจสนองแต่ความเท่ห์แต่มันเป็นอะไรที่กินไม่ได้


เขาบอกว่าการทำธุรกิจในยุคสมัยนี้ ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและรีบปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง


"ตลาดในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะมาก ทั้งในแง่ของผู้ซื้อที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย สมัยก่อนเราไม่ต้องแตกแบรนด์ลงรายละเอียดขนาดนี้ อีกทั้งคู่แข่งก็เป็น คนหน้าใหม่ เป็นใครก็ไม่รู้ ที่จู่ๆ ก็มาประกาศว่าฉันอยากจะขายของ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนในวงการนี้จะเห็นมีแต่รายเดิมๆ เท่านั้น"


รวมทั้งยังต้องมีความรอบคอบ ไม่มองข้ามในเรื่องเล็กๆน้อยๆ


อะไรคือเป้าหมายของเขาในวันนี้ เขาบอกว่ามีสองเรื่องหลักๆ ก็คือ การนำแบรนด์ของตัวเองออกสู่ตลาดต่างประเทศให้มากที่สุด และอีกเรื่องก็คือการสร้างแบรนด์นำเข้าให้เป็นที่รู้จักในตลาด


ซึ่งหมายถึงการทำให้บอนนี่ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ที่มีศักยภาพให้มากที่สุดนั่นเอง