"ฤทธิ์ ธีระโกเมน" หุ้นใหญ่เอ็มเค เรสโตรองต์ เข้าตลาดหุ้นไทยหวังปั้นแบรนด์ติดอันดับต้นๆ ของอาเซียนใน 5 ปี
นายฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ บริษัทเอ็มเค เรสโตรองต์ กล่าวว่า การที่บริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทย เพื่อต้องการยกระดับบริษัทให้ได้มาตรการสากล และคาดหวังจะมีแบรนด์ติดอันดับต้นในอาเซียน ภายใน 5 ปี บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาซื้อเชนต่างประเทศเข้ามาทำในไทย เพราะต้องการให้บริษัทมียอดขายที่เติบโตปีละ 20%ขึ้นไปจากปัจจุบัน 10-15%
"การเข้าตลาดจะทำให้บริษัทมีความโปร่งใส และยกระดับมาตรการฐาน เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับอาเซียนใน 5 ปี ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนในกลุ่มประเทศต่างๆ แล้ว ทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ และ 28 ปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายโตปีละ 10-15% แต่ถ้าจะเติบโตให้ได้มากกว่า 20% บริษัทมีแผนจะซื้อเชนต่างประเทศมาทำ ซึ่งการเข้าตลาดหุ้นก็จะทำให้เรามีโอกาสเติบโตก้าวกระโดด" นายฤทธิ์กล่าว
เขากล่าวว่า บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการไอพีโอไปสร้างโรงงานแห่งใหม่ มูลค่าการลงทุน 1 พันล้านบาทเพื่อรองรับกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว และหากมีโรงงานใหม่เพิ่มก็จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรองรับได้ถึง 1,000 สาขา ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว จากปัจจุบันมีสาขาอยู่ 364 สาขา และปีนี้คาดว่าจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 65 สาขา โดยเป็นแบรนด์ เอ็มเคฯ 40 สาขา และยาโยอิ 25 สาขา มีมูลค่าเงินลงทุน 600-800 ล้านบาท
บริษัทมีแผนจะขยายสาขาไปในระดับอำเภอเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มเห็นการเติบโตจากกำลังซื้อในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้น ดังนั้นแผนการขยายสาขาจะเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนแต่ละสาขาจะมีจุดคุ้มทุนได้ภายใน 3-5 ปี
ส่วนสาขาในต่างประเทศ มีจัดตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น 34 สาขา เวียดนาม 3 สาขา สิงคโปร์ 2 สาขา และยาโยอิ 5 สาขา โดยการเข้าไปลงทุนสาขาในต่างประเทศเพราะต้องการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้บริโภคในต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์เป็นจุดศูนย์รวมของต่างชาติทั่วโลก เมื่อเรียนรู้พฤติกรรมแล้วก็มีโอกาสที่จะขยายไปในตลาดแถบยุโรปได้ถ้าได้รับการตอบรับที่ดีในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทจะนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นที่มีอยู่ประมาณ 800 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้กู้เงินสถาบันการเงิน เพื่อมาจ่ายปันผลคืนให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ และหลังจากเข้าตลาดหุ้น บริษัทมีนโยบายที่จ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตรา 50%ของกำไรสุทธิ
สำหรับหุ้นของบริษัทคาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ แม้ว่าปัจจุบันภาวะตลาดหุ้นจะผันผวน และสถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรง ในฐานะผู้ถือหุ้นมีความมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากบริษัทเชื่อว่าพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และเป็นบริษัทดำเนินธุรกิจในรูปกระแสเงินสดและไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน
บริษัทมีกระแสเงินสดปีละ 2 พันล้านบาท สัดส่วนหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 1.5 เท่า ณ สิ้นงวดไตรมาส1/56 และมีทุนจดทะเบียนก่อนไอพีโออยู่ที่ 720 ล้านบาท หลังไอพีโอ 905 ล้านบาท
นายฤทธิ์ กล่าวว่า การที่บริษัทเสนอขายไอพีโอในสัดส่วน 20% นั้นเพราะต้องการดูว่ากลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาถือหุ้นจะมีพฤติกรรมการถือครองในลักษณะใด ถ้านิยมเก็งกำไรก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าถือยาวและสภาพคล่องหุ้นต่ำ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็มีนโยบายที่จะลดสัดส่วนการถือครองหุ้นจากปัจจุบันถืออยู่ 80% เป็น 51% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สามารถทำได้และกลุ่มผู้ถือหุ้นก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ทั้งนี้ บริษัทเอ็มเคฯ มีแผนจะเสนอขายหุ้นไอพีโอ ระหว่างวันที่ 5-8 ส.ค.นี้ จำนวน 185 ล้านหุ้น โดยกรอบราคาอยู่ที่ 45-49 บาท ในฐานะผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเห็นว่าราคาดังกล่าวถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม








