เป็นกิจการเพื่อสังคมไม่มี เจ๊ง!เพราะถ้าเจ๊งก็แสดงว่ากำลังหลงอยู่ในวิถีธุรกิจแต่การแก้ปัญหาสังคมทุกคนสามารถแก้ได้ทุกวันด้วยตัวเองไม่มีเจ๊ง
6 เดือนเต็มที่ “BEGIN DO GOOD AGENCY” (บีกิน) เอเยนซี่เพื่อสังคมต้องหยุดรับงานไป เมื่อผู้ก่อตั้งอย่าง “อ.พิชัย ภู่สัมพันธ์” ตัดสินใจเดินหน้าภารกิจเปลี่ยนสังคมโดยเริ่มจากระดับการศึกษา จึงทุ่มเทเวลาไปกับการผลิตสื่อเพื่อสังคมเข้าสู่สถานศึกษา และทำปริญญาเอก ไปพร้อมเพรียงกัน
ธุรกิจที่หยุดทำรายได้ ขณะที่รายจ่ายก็ยังมี หลายคนอาจนิยามมันว่า “เจ๊ง!” แต่กับผู้ประกอบการสังคม อย่าง “อ.พิชัย” กลับบอกว่า เป็น SE ไม่มีคำว่า เจ๊ง ถ้าเจ๊งก็คือ “ธุรกิจ” ไม่ใช่กิจการเพื่อสังคม
“กิจการเพื่อสังคม ถ้าคนก่อตั้งมีความสุขที่จะทำ ถึงเลย์ออฟพนักงานออกหมด มันก็ไม่ตาย การทำดีเพื่อสังคม ไม่มีคำว่าตาย คุณทำธุรกิจคุณ เจ๊ง ได้ แต่นี่ไม่ได้ทำธุรกิจ แค่ตื่นเช้ามา ยังมีข้าวกิน มีสมองที่จะคิดแก้ปัญหา ไม่ต้องดิ้นรนมากมาย ไม่ต้องตั้งเป้าหมาย คุณก็อยู่ได้แล้ว ทุกวันนี้ผมไม่ได้ตายนะ ผ่านมา 6 เดือน ไม่รับงานเลย แต่ทำปริญญาเอก เพื่อเขียนหนังสือออกมา เป็นสื่อเพื่อสังคมที่ผลิตจากสมองของผม ไม่เห็นต้องใช้ทรัพยากรมากมาย เราก็ทำเพื่อสังคมได้”
มุมคิดที่แตกต่างของอาจารย์ประจำ คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการโฆษณา มหาวิทยาลัยรังสิต ที่สนใจในธุรกิจเพื่อสังคม จนจัดตั้ง “Begin Do Good” เอเยนซี่เพื่อสังคมขึ้น เมื่อกว่า 3 ปี ที่ผ่านมา หนึ่งในโครงการจาก UnLtd Thailand โดยสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) ร่วมกับสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น
ไม่เท่านั้นยังดึงเพื่อนฝูงอาจารย์ที่คิดตรงกันมาช่วยกันทำ หนึ่งในนั้นคือ ดร. วรินทรา ศิริสุทธิกุล ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญทางด้านแบรนด์ของบีกิน โดยบทบาทในตอนเริ่มต้น มุ่งไปยังการรับผลิตสื่อที่มีเนื้อหาทางสังคมเป็นหลัก และจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้สื่อที่เผยแพร่ออกไปเกิดผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้างและนำไปปฏิบัติได้จริง
เริ่มจากทักษะที่ถนัดมาช่วยสังคม เพราะเชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์ก็ไร้ความหมาย ถ้าไม่ส่งผลดีต่อสังคม
“ธุรกิจ มีเป้าหมายคือยอดขายและกำไร โฆษณาจึงถูกใช้เพื่อให้คนบริโภคจนเกินความจำเป็น ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาเยอะมาก” เขาบอกสิ่งที่เกิดขึ้นในวงวิชาชีพ จนคิดได้ว่างานด้านการตลาดที่ทำเริ่มไม่ตอบโจทย์ชีวิต จึงตัดสินใจหันหลังมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ประมาณ 5 ปี และเริ่มสนใจกิจการเพื่อสังคม เมื่ออ่านพบเรื่องราวของเอเยนซี่เล็กๆ ในอเมริกา ที่รวมกลุ่มกันทำสื่อเพื่อสังคม สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนโฆษณาอย่างเขา
“มองว่ายังมีทางเลือกให้กับเด็กที่เรียนโฆษณา คือไม่จำเป็นที่เรียนจบแล้ว ต้องไปทำงานในบริษัทเอเยนซี่ หรือบริษัทที่ขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีเอเยนซี่เพื่อสังคมเป็นทางเลือกให้เขา เลยตั้งบีกินขึ้น เพื่อให้เด็กได้มาฝึกงานและเกิดแรงบันดาลใจ”
เขาบอกจุดประสงค์ในตอนเริ่มต้น ก่อนแรงบันดาลใจจะถูกสั่งสมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้เริ่มทำงาน อ.พิชัย บอกว่านักศึกษา “สนุก และ ท้าทาย” มากกว่าการเรียนแบบเดิมๆ อย่างการพาเด็กไปลงพื้นที่ในชุมชนบ้านดิน จังหวัดชัยภูมิ เพื่อในอนาคตนักโฆษณาได้มาช่วยกันระเบิดไอเดียเพื่อให้คนมาใช้บริการบ้านดินเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านก็จะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น
ทว่าเสียงสะท้อนจากชาวบ้าน กลับสอนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ให้กับพวกเขา
“สิ่งที่ชาวบ้านบอกกลับมาคือ ทำไมต้องขายให้ได้เยอะๆ ทำไมต้องให้คนมาพักเยอะๆ ก็ทุกวันนี้มีความสุขดีอยู่แล้ว"
เหมือนเสียงตบหน้าฉาดใหญ่ ใส่เหล่านักโฆษณาของชาติ เมื่อความพยายามไปสู่เป้าหมาย “ยอดขาย และกำไร” ดังที่ร่ำเรียนกันมา กลับสวนทางกับความต้องการของชุมชน
“เขาสอนอะไรเราบางอย่าง ขณะนักโฆษณา ถูกสอนเรื่อง ทำยอดขาย และกำไร เราอยากให้คนมาพักเยอะๆ รายได้จะได้เยอะ พยายามใส่โปรแกรมเข้าไป ทำสื่อออกมาสร้างสรรค์มาก แต่พวกเขากลับบอกว่าเขามีความสุขดีอยู่แล้ว ทุกวันนี้ไม่ต้องมีคนมาพักเต็มทุกห้อง ปีหนึ่งมีพักแค่ช่วงเทศกาลก็พอแล้ว ยอดขาย กับ กำไร ไมใช่เป้าหมายของเขา แล้วเรายังต้องทำอะไร..ไม่ต้องทำอะไรเลย เราเองต่างหากที่ดิ้นรนไปเอง”
นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญของความคิด ที่ทำให้บีกินสนใจในงานร่วมพัฒนาโครงการ หรือไอเดีย ที่แก้ปัญหาให้กับสังคม ของมูลนิธิ หรือองค์กร ที่กำลังทำโครงการเพื่อสังคม ตลอดจนธุรกิจที่ทำซีเอสอาร์
“เราไม่ได้มีศักยภาพ ที่จะทำโครงการใหม่ๆ เองทั้งหมด แต่โครงการเหล่านี้ มันมีอยู่เยอะแล้ว ปัญหาของสังคมเขารู้ลึกซึ้งกว่าเรามาก ดังนั้นเราจึงจะมาสร้างสรรค์ไอเดียจากโครงการต่างๆ ร่วมกัน เพื่อให้ตอบโจทย์คนทำและน่าสนใจขึ้น”
อีกหนึ่งขาคือ การผลิตสื่อที่เข้าถึงภาคการศึกษามากขึ้น โดยมองว่าคนจะเปลี่ยนความคิดได้ก็ต้องเริ่มจากการศึกษา จึงมุ่งมาทำพวกหนังสืออ่านประกอบ สำหรับเด็กที่จะเติบโตไปเป็นนักการตลาด และนักโฆษณา ผ่านแง่มุมใหม่ๆ เช่น ทฤษฎี “4P” (Product, Price, Place, Promotion) ซึ่งนักการตลาดทุกคนรู้จักดี เปลี่ยนมุมมอง 4P ใหม่ มาเป็น Planet (โลก) , People (คน) , Passion (ความรัก,ปรารถนาอย่างแรงกล้า) และ Peace (สันติสุข)
“สิ่งที่สอนเขาคือ ก่อนจะทำสินค้ามาขาย คุณมองก่อนว่า โลกและคนในสังคมมีปัญหาอะไร แล้วมันจะเป็น Passion ของคุณ คุณจะเป็นนักการตลาดที่จะแก้ปัญหาสังคม โดยมีเป้าหมายคือ สันติสุข นี่จะทำให้ได้สินค้าที่ดีขึ้น ไม่ใช่การตลาดแบบเดิมๆ ที่สอนให้ทำแต่กำไร และยอดขายมากๆ ให้คนบริโภคมากขึ้น ทั้งที่สินค้ามีเยอะแล้ว แต่ให้เขาลองคิดอะไรใหม่ๆ ที่แก้ปัญหาโลกได้ ซึ่งเขาก็ยังขายสินค้าได้เหมือนเดิม และจะยั่งยืนว่าด้วย” อ.พิชัยสะท้อนความคิด
ทำกิจการเพื่อสังคมยังได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างระหว่างทาง เขาบอกว่า ต้องเลิกตั้งเป้าหมาย และไม่ต้องใช้ความพยายามที่มากเกินไป เลิกดิ้นรนและติดกับดักธุรกิจ ซึ่งนี่อาจจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนให้กับกิจการเพื่อสังคมอย่างแท้จริง
“SE พยายามมากที่จะแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง แต่เหมือนพยายามมากเกินไป ตะวันตกสอนให้คนตั้งเป้าหมาย แต่นั่นหมายถึง คุณยิ่งต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น ยิ่งต้องทุ่มเททุกสิ่งอย่างเพื่อให้มันเกิดขึ้นให้ได้ อย่างผมเองก็ดิ้นรนอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับมองว่า อาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกเสมอไป ที่เราต้องตั้งเป้าหมายให้ยิ่งใหญ่ หรือพยายามจะไปเปลี่ยนอะไรให้ได้ ผมว่าขอแค่คุณเป็นคนๆ หนึ่ง ที่ทำธุรกิจ หรือทำงานของคุณ อย่างมีความสุขก็น่าจะพอแล้ว”
เพราะความคิดที่อยากยิ่งใหญ่ อยากทำอะไรได้มากๆ อาจเป็นการหลงทางของ SE ที่กำลังเดินไปสู่วิธีของธุรกิจ และการเอาโมเดลของธุรกิจมาครอบ ก็ยิ่งทำให้ SE ติดกับดัก ทั้งที่การแก้ปัญหาสังคม สามารถแก้ได้ทุกวันด้วยตัวเอง และไม่มีล้มเหลว ไม่มีเจ๊ง ไม่ต้องวิ่งไปพึ่งพาใครมากเกินไป..นั่นคือความคิดของเขา
“การทำเพื่อสังคมทำแล้วต้องมีความสุข ต้องเป็นการแก้ปัญหาอย่างมีความสุขในทุกวัน และไม่ต้องไปดิ้นรนมากมาย ไม่ต้องตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ขอแค่คุณมีความสุขกับการที่ได้เป็นตัวคุณ ได้แก้ปัญหาในชีวิตของคุณทุกวันก็พอแล้ว ถ้าคนมีความสุขหนึ่งคน ปัญหาสังคมก็น้อยลงไปแล้ว และคุณไม่มีวันเจ๊ง เพราะการทำเพื่อสังคมเจ๊งไม่ได้”
เมื่อเป้าหมายปลายทางของธุรกิจเพื่อสังคมก็คือ “ความสุข” ระหว่างทางคนทำก็ควรได้ลิ้มรสความสุขนั้น ไม่ใช่ต้องดิ้นรน จนเผลอสูญเสียความสุขทั้งหมด ที่จะได้จากการทำสิ่งดีๆ เหล่านี้..





