"ชัชชาติ"ชี้ไทยถดถอย โครงสร้างพื้นฐานตกอยู่ที่ 3 ตามหลังมาเลเซีย สิงคโปร์ ย้ำไทยจำเป็นลงทุน 2 ล้านล้าน ก่อนที่จะเสียโอกาส เสียเวลาพัฒนาปท.
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยในการปาฐกถาหัวข้อ "เชื่อมภาค เชื่อมชีวิต บูรณาการทุกทิศสู่ความเจริญ" วันนี้ (30 ก.ค.) ว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องเร่งผลักดันโครงการ 2 ล้านล้านบาทให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นจะสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน และโอกาสการเป็นศูนย์กลางการขนส่งของอาเซียน เพราะจากการจัดอันดับโครงสร้างพื้นฐานที่ผานมา ไทยถดถอยลงต่อเนื่องทั้งทางถนน น้ำ อากาศ และระบบราง โดยมีอันดับรวมอยู่ที่ 49 ของโลก เป็นรองมาเลเซียที่ 29 และสิงคโปร์ที่ 2
นอกจากนี้ ยังได้รับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติลดลงต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยตกอันดับจากที่ 2 ของอาเซียน มาอยู่อันดับ 4 ตามหลังสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่สำคัญยังมีเงินลงทุนขยายตัวเพียง 5% น้อยกว่าประเทศอื่นที่ขยายตัว 11-23% เนื่องจากที่ผ่านมาไทยมีการลงทุนด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานน้อยเพียง 0.86% ของจีดีพี ขณะที่สิงคโปร์ลงทุนถึง 1.6% อีกทั้งยังมีปัญหาภายในประเทศมาตลอดช่วง 10 ปีหลัง
"ไม่อยากให้มองเรื่องตัวเงิน 2 ล้านล้านมากเกินไป แต่อยากให้มองเรื่องโอกาสและเวลาที่ไทยต้องเสียไป หากไม่สร้างขณะนี้ ในอนาครตต้องเสียดอกเบี้ย ค่าก่อสร้างแพงขึ้น และนับตั้งแต่ลงทุนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไทยไม่เคยลงทุนโครงการขนาดใหญ่เลย อีกทั้งขณะนี้หลายประเทศเร่งมือลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว ทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็ร่วมมือกันสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมประเทศกัน ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2563 หากไทยเดินหน้า พ.ร.บ.กู้เงิน 2ล้านล้านบาทได้ตามแผน จะแล้วเสร็จได้ใช้ทันพอดี สามารถรองรับการท่องเที่ยว การเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดนที่กำลังเติบโตได้ในอนาคต"นายชัชชาติ กล่าว
สำหรับการใช้งบประมาณ 2 ล้านล้านบาท มีการตรวจสอบได้เต็มที่ไม่ได้มีการหลบเลี่ยงขั้นตอนแต่อย่างใด โดยจะมีการแบ่งใช้งบระยะยาว 7 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2563 และเบิกจ่ายผ่านระบบงบประมาณรายปี ซึ่งทุกโครงการมีการดำเนินโครงการตามระบบปกติ หากไม่เหมาะสมหรือติดปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ยกเลิกได้ทันที ส่วนที่กังวลว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าโครงการนี้ทำตามแบบการลงทุนโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ หากผิดโครงการก่อนหน้านี้ 20ปี ก็ต้องผิดด้วย
ส่วนที่ตั้งคำถามกันมากเรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูงภายในแผนกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น โครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีโครงการรถไฟในเมืองอีกหลายเส้นทาง หากก่อสร้างแล้วเสร็จกรุงเทพฯจะเป็นเมืองหลวงที่มีระบบรถไฟฟ้าไม่น้อยหน้าประเทศชั้นนำอื่นๆ ขณะที่เดียวกันยังมีรถไฟทางคู่ที่จะให้บริการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารกระจายออกสู่ภูมิภาคด้วย









