วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เล็งงบกลางรับกู้2ล้านล้าน

สศช. เตรียมแผนสองรองรับร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านมีปัญหา เล็งตั้งงบกลาง-กู้เงินในประเทศ ให้โครงการที่มีความพร้อม

รัฐบาลกำลังหาทางลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้งบกลางปี หากร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท มีปัญหาข้อกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวในเดือนส.ค. นี้ แม้รัฐบาลยืนยันว่าร่างกฎหมายดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ แต่มีผู้เสนอยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ตกไป ไม่มีผลบังคับใช้

การลงทุนภาครัฐถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ หากต้องการให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ในระดับ 4-5% ในขณะที่เศรษฐกิจไทยไม่สามารถพึ่งพาภาคส่งออกได้เหมือนที่ผ่านมา โดยการล่าสุดกระทรวงพาณิชย์แถลงมูลค่าการส่งในครึ่งปีแรกขยายตัวเพียง 0.95% และเตรียมปรับเป้าส่งออกในปีนี้เหลือ 3% จากเป้าเดิมที่ 7.5%

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวมั่นใจว่า รัฐบาลจะผลักดันกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาได้ เพื่อสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท

"ยังเชื่อการลงทุนภาครัฐถือว่าไม่ล่าช้ามาก หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะสร้างความมั่นใจว่า โครงการไหนพร้อมก็ลงทุนได้ทันที ไม่ต้องไปรอการตั้งงบประมาณในปีต่อๆ ไป แต่โครงการทุกอย่างไม่ต้องรอว่า โครงการ 2 ล้านล้านตัดสินกันเรียบร้อย โครงการทุกโครงการก็กำลังเดินอยู่ เช่น รถไฟความเร็วสูง เส้นไหนยังไม่พร้อมก็ศึกษาต่อไป"

อย่างไรก็ตาม หากร่างกฎหมายมีปัญหาเกิดขึ้น นายอาคมกล่าวว่าจะพิจารณาความพร้อมของโครงการ โดยโครงการใดที่มีความพร้อมก็จะหาเงินกู้ในประเทศให้ดำเนินการ หรือ ใช้งบประมาณกลางปี

"โครงการไหนพร้อมก็หาเงินให้ แหล่งเงินจะมาจากเงินกู้ในประเทศ หรืองบประมาณกลางปีก็ได้ ถ้าเราไม่ได้ดูการลงทุน 2 ล้านล้านทั้งแผง ก็ต้องมาดูโครงการทีละโครงการ โครงการไหนพร้อม ซึ่งขีดความสามารถในการไฟแนนซ์เราก็มี"

สศช.ชี้ความต่อเนื่องสำคัญมากที่สุด

นายอาคม ย้ำว่า สศช.ให้ความสำคัญเรื่องการต่อเนื่องของโครงการ หากร่างกฎหมายผ่าน ก็สร้างความมั่นใจ แต่ตัวเนื้อคือโครงการ ความจำเป็น คือว่า ตอนนี้ ต้นทุนการขนส่ง หรือ Logistics Cost ประมาณ 14-15% ของจีดีพี หากไม่สร้างรถไฟรางคู่ หรือเปลี่ยนการขนส่งจากระบบถนนมาเป็นระบบราง ต้นทุนไม่ลดและกำไรก็น้อย จีดีพีก็ไม่ขยายตัวเพิ่ม

สำหรับความเป็นห่วงหนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้น นายอาคมกล่าวว่าหนี้สาธารณะของไทยไม่สูงมากนัก โดยช่วงวิกฤติปี 2540 มีหนี้ประมาณ 60% ของจีดีพี แต่ตอนนี้ลดลงมาเหลือประมาณ 40% เพราะฉะนั้น ถ้าโครงการใดพร้อมในปีหน้า เราก็พร้อมที่จะกู้เป็นรายโครงการ

สศค.ชี้ศก.เข้าสู่ภาวะสมดุล

ด้าน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจหลังรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายในการดูแลเศรษฐกิจระยะสองปีที่ผ่านมา โดยนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยได้เริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุล

"จากเดิมที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูง แต่ปัจจุบันได้ลดการพึ่งพาส่งออกลง เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนในประเทศได้เป็นตัวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้น"

ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการรถยนต์คันแรก พักหนี้ครัวเรือน หรือโครงการรับจำนำข้าว ได้ทำให้ตัวเลขการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยการบริโภคโดยรวมขยายตัว 6.7% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.3%

ส่วนการลงทุนขยายตัว 13.3% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3.3% ส่งผลให้จีดีพีขยายตัวได้ถึง 6.4% จากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวได้เพียง 0.1% ซึ่งการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกค่อนข้างผันผวน ทำให้ภาคการส่งออกอยู่ในภาวะชะลอตัว

"คิดว่า รัฐบาลได้เดินนโยบายถูกต้อง เพราะช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกผันผวน ทำให้เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกได้น้อยลง รัฐบาลจึงหันมากระตุ้นกำลังซื้อในประเทศเป็นการทดแทน ซึ่งก็ได้ผลดี โดยปีที่ผ่านมา ยอดการบริโภคและการลงทุนถือว่า สูงสุดในรอบ 10 ปี" เขากล่าว

ปัจจุบันสัดส่วนการบริโภคในประเทศต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 50% การลงทุนอยู่ที่ประมาณ 20% และ การส่งออกสุทธิอยู่ที่ประมาณ 30% ทั้งนี้ การส่งออกสุทธิในช่วงก่อนหน้านี้อยู่ที่มากกว่า 30% ต่อจีดีพี แต่ปัจจุบันลดลงต่ำกว่า 30% สะท้อนว่า การนำเข้าเพื่อการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้นจากอดีตที่นำเข้าเพื่อส่งออกมากกว่า นั่นหมายความว่า ประชาชนในประเทศมีกำลังซื้อมากขึ้น

ชี้กู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 'ถูกทาง'

นายสมชัย กล่าวว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่จุดสมดุล การวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลได้วางแนวทางไว้ โดยโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต้องดำเนินการเร่งด่วน คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง ดังนั้น รัฐบาลจึงได้วางแผนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น

"การวางแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งด้วยการกู้เงินนั้น ถือว่า เราเดินมาถูกทาง เพราะนอกจากเราจะมีเงินลงทุนที่ชัดเจนแล้ว ภาคเอกชนยังสามารถวางแผนการลงทุนระยะยาวให้สอดคล้องกับการลงทุนของรัฐบาลได้" นายสมชัย กล่าว

เตรียมรื้อกฎหมายทรัพย์สินใหม่

นายสมชัย กล่าวว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังได้มอบหมายให้ สศค.เสนอแนวทางที่จะช่วยวางโครงสร้างพื้นฐานระยะปานกลางและระยะยาวให้แก่ประเทศด้วย โดยหนึ่งในแนวทางที่รมว.คลังต้องการรื้อมาดูใหม่ คือ การนำร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาพิจารณา หรือ มาตรการภาษีที่สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ เป็นต้น

สำหรับ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ นายสมชัยกล่าวว่าอาจจะมีการชะลอตัวตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งทางรัฐบาลพยายามที่จะดูแลเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้ตามศักยภาพ หรือ ในระดับ 4-4.5% ซึ่งในส่วนของสศค.เองก็ได้เสนอมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น และระยะปานกลาง ให้ระดับนโยบายได้พิจารณา

"ในเบื้องต้น รมว.คลังได้เห็นด้วยกับข้อเสนอ แต่ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแง่ระยะเวลาของการนำมาใช้ บางมาตรการเกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่นๆ จึงจำเป็นต้องหารือร่วมกันก่อน"

สศช.ชี้ถือเป็นข่าวดีศก.ไทยยังโต

นายอาคม กล่าวว่า ข่าวดีก็คือเศรษฐกิจไทยยังมีการเติบโต แม้ที่ผ่านมาหลายฝ่ายจะมีการถกเถียงเรื่องอัตราการเติบโตของจีดีพีว่าสภาพัฒน์ จะปรับประมาณการจีดีพีลงหรือปรับขึ้น หรือไม่นั้น ในหลักการต้องดูหลายๆ เหตุผล เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้ปรับลดลงมาแล้ว จากระดับ 4.5-5.5% มาเป็น 4.2-5.2%

"สำนักวิจัยอื่นๆ ได้ปรับจีดีพีลง เพราะใช้ข้อมูลทันสมัยกว่าสภาพัฒน์ เนื่องจากสภาพัฒน์จะปรับทุก 3 เดือน เมื่อได้ประกาศตัวเลขจีดีพี เศรษฐกิจไทยยังมีอัตราการเติบโตอยู่ ส่วนจะเป็นเท่าไรต้องรอตัวเลขไตรมาส 2 ก่อน"

หากมองย้อนไปครึ่งปีแรกก่อนว่า มีปัญหาอะไรบ้าง ข่าวดีอันหนึ่ง คือ เสถียรภาพของเศรษฐกิจ หรืออัตราเงินเฟ้อที่คนเป็นห่วงว่าข้าวของแพง แต่ถ้าวัดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปีนี้คาดเงินเฟ้อต่ำกว่า 3% ทั้งนี้ 6 เดือนแรก อยู่ที่ 2.7% ก็ถือว่าต่ำกว่าปีที่แล้ว

"บางคนอาจจะบอกว่า ราคาข้าวของไม่ลง ราคาสินค้าไม่ลง ก็เพราะว่าปีที่แล้วขึ้น 3% ปีนี้ขึ้นอีก 2.7% แต่ว่า 2.7 ก็ยังต่ำกว่าปีที่แล้ว อัตราเงินเฟ้อที่เหมาะสม ก็น่าจะอยู่ที่ 3% ถ้าต่ำกว่า 3% ถือว่าเป็นข่าวดีในแง่ประชาชนและผู้บริโภค ราคาสินค้าไม่ได้ขยับขึ้นมากมายนัก ซึ่งมีอานิสงส์จากราคาน้ำมันด้วย เพราะว่าระยะหลังมีแนวโน้มปรับตัวลง"