"กรณ์"เเนะ"กิตติรัตน์"แก้ปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องตั้งกรอบความคิดใหม่ เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การอัดฉีดเงินหรืออัตราดอกเบี้ย
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัววันนี้ว่า ตั้งสติคิดเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศช่วงนี้ดูแล้วไม่จืด การส่งออกไม่ขยายตัว การบริโภคหด และเมื่อเป็นเช่นนี้การลงทุนโดยเอกชนต้องชะลอตัวแน่นอน ส่วนการลงทุนโดยภาครัฐนั้นพึ่งยากอยู่แล้ว และยิ่งมีการลดการลงทุนในระบบงบประมาณลง โดยมีการโยกการลงทุนของรัฐออกไปอาศัยกฎหมายพิเศษแทน ยิ่งทำให้การลงทุนโดยรัฐนั้นลดน้อยลงกว่าเดิม (ถึงแม้ว่าเจตนาในการโยกออกนอกระบบงบฯคือการเพิ่มความสะดวกในการดำเนินการแต่ขณะนี้การใช้ทางลัดนี้ดูเหมือนจะส่งผลในเชิงลบมากกว่า ในรูปของอุปสรรคต่างๆรวมถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น)
ที่รมต.คลัง ออกมายืนยันว่าจะไม่มีการกระตุ้นเพิ่มเติมนั้นถูกต้องแล้ว เพราะด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันการเพิ่มการขาดดุลโดยรัฐก็จะไปปรากฏอยู่ที่เดียวคือเงินสดส่วนเกินของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ตามหลักเศรษฐศาสตร์นั้นเงินที่ถูกสร้างขึ้นมาหรืออัดฉีดลงไปต้องปรากฏที่ใดที่หนึ่ง เช่น QE ของสหรัฐฯที่ตอนนี้ถกเถียงกันว่ามีผลต่อราคาสินทรัพย์มากกว่าจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจทั่วไป ส่วนในบ้านเรา ด้วยโครงสร้างระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ถ้าอัดฉีดเงินเพิ่มเติมโดยรัฐ ก็จะไปปรากฏที่ผลกำไรของบริษัทต่างๆที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายของรัฐ และนโยบายของรัฐในการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ ๒๐ เปอร์เซนท์ยิ่งทำให้มีการสะสมเงินสดส่วนเกินไว้ที่บริษัทเหล่านี้มากขึ้น หรือถูกจ่ายออกไปเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นแทน ซึ่งทางใดทางหนึ่งเงินส่วนนี้จึงไม่กลับมาทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจมากเท่าที่ควร
ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาลอาจต้องตั้งกรอบความคิดใหม่ เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การอัดฉีดหรืออัตราดอกเบี้ย แต่อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจว่าทำอย่างไรให้ตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดคือผู้ประกอบการนั้น มีพฤติกรรมในการอัดฉีดเงินสดส่วนเกินของตัวเองกลับเข้ามาในระบบ แทนที่จะถือไว้เฉยๆหรือเอาไปแจกผู้ถือหุ้น
ในประสบการณ์ของผม พฤติกรรมมักจะมีผลโดยตรงจากระบบการแบ่งปันประโยชน์ รัฐบาลน่าจะต้องกลับไปคิดเรื่องโครงสร้างภาษีกำไรใหม่หมดได้แล้วครับ ไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องเพิ่มภาษี แต่ต้องทำให้ผลตอบแทนต่อการใช้เงินลงทุนโดยเอกชนนั้นดีขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
และนอกจากนั้นรัฐบาลต้องคิดใหม่ด้วยว่า ในอนาคตนั้นจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้ประโยชน์นั้นกระจายออกไปในวงที่กว้างขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงสองปีที่ผ่านมา
นี่คือโจทย์ใหม่ที่ประเทศอย่างจีนเขากำลังเร่งหาคำตอบอยู่ครับ เพราะการกระตุ้นที่ผ่านมาของเขา ก็ทำให้ประโยชน์ 'กระจุกตัว' เกินไปเช่นเดียวกัน"









