"บรรเจิด"เชื่อผ่านสภาแน่ แต่สะดุดหลังยื่นศาลเหตุขัดรธน. "สกนธ์"หนุนโครงการ แต่ศึกษาก่อนลงทุน ด้าน"สุเมธ"ให้ลดปรับโครงการรถไฟความเร็วสูง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดเสวนาในกิจกรรมราชดำเนินเสวนา"เงินกู้ 2 ล้านล้าน วิกฤติหรือโอกาสประเทศไทย?" วิทยากรมี นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)
นายบรรเจิด กล่าวว่า พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท เนื้อหากระบวนการต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมีความเป็นไปได้ที่ ส.ส. 1 ใน 10 จะเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรา 6 ระบุว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดใช้ปกครองประเทศบรรดากฎหมายทั้งหลายจะขัดไม่ได้ตรงนี้คือฐานแม่บท ขณะที่มาตรา 3 บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยวรรค 2 ระบุคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และองค์กรอิสระต้องปฎิบัติเป็นไปตามหลักนิติธรรมที่เป็นหลักของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองได้ว่า พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมีอยู่จำนวน 4- 5 เรื่อง เช่น ในมาตรา 169 การใช้จ่ายเงินแผ่นดินจะทำได้ที่อนุญาตไว้ต้องเป็นเงินงบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับการเงิน การโอนงบประมาณที่เป็นเงินคงคลัง เว้นแต่เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนรัฐบาลจะจ่ายไปก่อนย่อมทำได้แต่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ เช่น การออก พ.ร.ก.กฎหมายกู้ยืมเงิน จึงจะเป็นข้อยกเว้น โดยที่รัฐบาลต้องไปทำรายจ่ายเพื่อข้อยกเว้นเงินคงคลัง แต่กรณี 2 ล้านล้านบาทไม่ใช่การตราพระราชกำหนดเป็นการตราพระราชบัญญัติทั่วไป จึงมีประเด็นว่า เป็นเงินแผ่นดินหรือไม่
"ผมมองว่า พ.ร.บ.นี้ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เรียนว่า เงินเหล่านี้ถ้าไม่ใช่เงินแผ่นดิน มันยกเว้นกฎหมายหมดเลย แล้วสินทรัพย์ที่ได้มา กระบวนการจัดซื้อ จัดจ้าง ระเบียบพัสดุทั้งหลายทั้งปวง โครงการเหล่านี้ถ้าเป็นเงินของแผ่นดินแล้วมันก็จะตกเป็นของแผ่นดินไปหมด ดังนั้นกระบวนการทุกอย่างต้องมีด้วย ส่วนเนื้อหาในเชิงกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ถ้ากฎหมายไปกระทบอะไรต่างๆการไปใช้อำนาจของรัฐจัดการดำเนินการต้องเป็นไปตามหลักความจำเป็นที่เขียนไว้ในมาตรา 29 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญไทย ที่รัฐต้องใช้อำนาจให้พอแก่เหตุถ้ามีผลไปกระทบกับประชาชนให้เลือกแนวทางอื่นถ้ามีอยู่ด้วยการพิจารณาผลประโยชน์ที่เกิดกับสาธารณะกับประชาชนได้ดุลยภาพกันหรือไม่ ถ้าประโยชน์ที่เกิดนิดเดียวกระทบกับประชาชนมากถือว่า ไม่ได้ดุลยภาพแสดงว่า กฎหมายฉบับนั้นไม่เป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุ"นายบรรเจิด กล่าว
นายบรรเจิด กล่าวว่า ถ้าถามว่า มีทางเลือกอื่นอีกที่ก่อภาระให้ประชาชนน้อยกว่าหรือไม่ แต่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์การมีรถไฟความเร็วสูงที่ต้องให้ประชาชนเป็นหนี้ 2 ล้านล้านบาท ต้องชดใช้หนี้กันไป 40 - 50 ปี หลักตรงนี้เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังให้ความสำคัญมาก เพราะว่า เป็นหลักกฎมายทั่วไปที่ประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกาก็ใช้อำนาจนี้เพื่อควบคุมถ่วงดุลอำนาจรัฐให้ใช้แต่พอเหมาะสม ดังนั้นหลักนี้จึงนำมาใช้ในการตราพระราชบัญญัติทั่วไปด้วย
นายบรรเจิด กล่าวต่อว่า ร่างพ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทขัดต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน 2 ประเด็นใหญ่ ในมาตรา 57 วรรคสองบอกไว้ว่า การวางแผนออกกฎที่มีผลกระทบต่อส่วนได้เสียของประชาชนให้รัฐควรสำรวจต้องฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการการไปกู้เงินอย่างมหาศาล เรื่องนี้ยังไม่มีเลย ขอเรียนว่า เหมือนกับเรื่องที่ศาลปกครองตัดสินคดีการที่รัฐไปดำเนินโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ส่วนมาตรา 67 วรรคสอง เมื่อมีแผนที่กระทบแล้วก็จะมีโครงการที่ลงไปพื้นที่มีผลกระทบรุนแรง ทางศาลปกครองได้มีการตัดสินคดีมาบตาพุดไว้ว่า โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงที่ได้รับการอนุญาตหรืออนุมัติต้องมีการดำเนินการ 4 ประการ 1.ต้องมีอีไอเอ 2.เอชไอเอ 3.ต้องมีการรับฟังความคิดเห็น และ 4.ต้องมีองค์การอิสระให้ความคิดเห็น เพราะฉะนั้นโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ขัดต่อมาตรา 67 วรรคสอง เนื่องจากเป็นโครงการที่จะลงไปพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
"พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทเป็นโครงการโลจิสติกที่ไม่มีกระบวนการตามมาตรา 67 วรรคสอง โดยมาตรา 154 เมื่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาผ่านนายกรัฐมนตรีจะเสนอลงพระปรมาภิไธย ส.ส.หรือ ส.ว. ก็ดีสามารถจะเข้าชื่อกันไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลวินิจฉัยกระบวนการตรากฎหมายฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่คือ กระบวนการตรา เนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรื่องนี้กระบวนการเสียงข้างมากอาจส่งผลให้ผ่านได้ในเชิงเนื้อหา แต่จะติดขัดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญในกระบวนการเข้าชื่อ 1 ใน 10 "นายบรรเจิด กล่าวและว่า ในส่วนของพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้นถ้าศาลรัฐธรรมนูญติดสินขัดต่อรัฐธรรมนูญมีทางเดียวเท่านั้นคือ พ.ร.บ.ย่อมตกไป แต่พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท ต้องกลับไปดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองไม่ส่งผลกระทบต่อพระราชกำหนดกู้เงิน เรื่องนี้สภาพการณ์แตกต่างกันไป
ด้านนายสกนธ์ กล่าวว่า ถ้ามองในเชิงเศรษฐกิจ เนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนาโลจิสติกการเชื่อมโยงประเทศไทย คงไม่มีใครปฎิเสธ พ.ร.บ.โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ส่วนตัวเห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับประเทศ แต่เนื้อหาที่สำคัญควรมีมากกว่าเนื้อหาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่า รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ระบบถนนหรือระบบน้ำ มันกว้างกว่าเงินจะหาจากไหนหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คิดว่า ยังขาดมุมมองหลายๆอย่าง โดยเฉพาะทิศทางประเทศในอนาคตจะเอาอย่างไร หากไปพิจารณาดูพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทมีโครงการเกิดใหม่มาก ที่ย้อนไปดูในอดีตแล้วจะพบว่า ปัญหาการใช้ประโยชน์พื้นที่ของประเทศที่มักจะเกิดขึ้นตามแนวถนน ขณะที่โครงการที่มีอยู่เรายังไม่มีมุมมองเรื่องเหล่านี้เลย แล้วทิศทางการพัฒนาเราต้องการใช้อย่างไรจากพื้นที่เหล่านี้ เพราะต้องมีการเว้นคืนทรัพยากรที่อยู่ในมือเอกชนหรือของรัฐเพื่อนำมาใช้ในการลงทุน โดยเฉพาะตัวอย่างของผังเมืองที่มีใช้มานานแต่ไม่มีเครื่องมือบังคับการใช้พื้นที่เลย หากปล่อยให้โครงการ 2 ล้านล้านบาทเกิดโดยไม่มีการบังคับการใช้พื้นที่อนาคตพื้นที่เกษตร พื้นที่อุตสาหกรรม หรือพื้นที่อยู่อาศัยจะออกมาเป็นรูปแบบไหน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ควรจะมีการยกขึ้นมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่ออนาคตมากกว่าจะมองในเรื่องของการลงทุน
"ถ้าเรามองเรื่องงบประมาณของประเทศมันมีปัญหาอยู่มาก เพราะโครงสร้างงบประมาณตั้งแต่หลังวิกฤติปี 40 ที่มาจากยุคทักษิณในโครงการประชานิยมที่หวังผลเรื่องการเมืองหวังผลการพัฒนาในระยะสั้น แม้ส่วนตัวไม่ได้ติดใจอะไรมากเห็นว่าเป็นกระบวนการทางการเมืองที่พอยอมรับได้ แต่ประเด็นปัญหาอุปสรรคที่เรามีอยู่ขณะนี้ทุกๆเม็ดเงินที่เป็นโครงการประชานิยมจะมีแต่การเพิ่มขึ้นตลอด คิดว่า ประเทศไทยควรหันมาดูโครงการประชานิยมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้จะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ที่แย่กว่านั้นคือ มันจะถูกฝังรวมอยู่ในโครงการปกติของระบบงบประมาณรายจ่ายสำคัญของรัฐบาล เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการพัฒนาสตรี เหล่านี้กลายเป็นรายจ่ายประจำของประเทศ ขณะนี้มันกินเข้าไปประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของบประมาณแต่ละปี แล้วเรามาบอกว่า เราต้องการพัฒนาประเทศแข่งประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้งบประมาณลงทุนที่ตั้งเอาไว้เหลืออยู่ประมาณแค่ 18 เปอร์เซ็นต์ ไม่นับเงินอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจที่ความจริงจะน้อยลงไป ดังนั้นถ้าจะให้รัฐบาลใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลลงไปทำมันคงเป็นเรื่องยาก จึงต้องไปใช้เงินนอกงบประมาณแทน แต่ก็คิดว่า ยังมีทางเลือกอื่นอย่างให้ภาคเอกชนมาร่วมลงทุนร่วมรับผิดชอบกับรัฐบาลก็ได้มีช่องทางให้รัฐบาลทำอีกมากมาย จึงมีคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่เลือก ไม่ทำ ขณะที่ยังมีช่องทางอีกมากมายให้เกิดการแบ่งเบาภาระการลงทุนแบบนี้ให้มีการกระจายตัวมากกว่าให้เป็นภาระของรัฐบาลอย่างเดียว" นายสกนธ์ กล่าว
นายสกนธ์ กล่าวว่า ในการพิจารณาโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ความคุ้มค่าผลที่เกิดขึ้นในระหว่างการลงทุนก่อสร้าง การติดตามประเมินผลความสำเร็จในระยะยาวของโครงการเป็นเรื่องจำเป็น ถ้ามาดูระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ระบบการประเมินต่างๆของรัฐ ถือเป็นจุดบอดของเรา ดังนั้นเราควรจะมีการวางประเมินเรื่องแบบนี้อย่างไรให้ชัดเจนก่อน ไม่ใช่คิดไป ทำไป คงทำแบบนั้นไม่ได้
ขณะที่นายสุเมธ กล่าวว่า โครงการ 2 ล้านล้านบาทเม็ดเงินส่วนใหญ่ลงไปที่กระทรวงคมนาคม โดย 90 เปอร์เซ็นต์กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดูแลหลักยุทธศาสตร์หลักเป็นเรื่องของรถไฟประมาณ 83 เปอร์เซ็นต์เงินก้อนหลักประมาณ1.6ล้านล้านบาทที่จะลงไปที่ระบบราง ส่วนอีก 14 เปอร์เซ็นต์เป็นถนน 1 เปอร์เซ็นต์เป็นทางน้ำ เป็น 3 ส่วนหลักที่จะมีการลงทุน ปัญหาที่จะลงทุนอยู่ที่ความพร้อมเม็ดเงิน 3 แสนกว่าล้านบาทที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเลย แม้กระทั่งเรื่องการทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขณะที่ 5 แสนกว่าล้านบาทกำลังเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ แต่ไม่ได้ศึกษาทางสิ่งแวดล้อม ส่วนรถไฟความเร็วสูงเม็ดเงิน 7.8 แสนล้านบาทก็ยังไม่ได้ศึกษาของโครงการเลย จะมีโครงการที่เป็นไปได้ประมาณ 4-5 แสนกว่าล้านบาทที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้เลย เพราะฉะนั้น 25 เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเงิน 2 ล้านล้านบาทยังไม่ได้ศึกษาความพร้อมที่จะดำเนินการ ดังนั้นปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า โครงการ 2 ล้านล้านบาทมีความพร้อมขนาดไหน
"เรามีโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทมายังไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แล้วยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ หลายๆโครงการคิดว่า น่าจะสนับสนุน บางโครงการที่ยังไม่ชัดเจนก็ไม่น่าจะทำ ในการลงทุนรถไฟรางคู่ น่าจะเป็นเวลาที่ดีเหมาะสมควรต้องลงทุน ส่วนรถไฟความเร็วสูง 7.8 แสนล้านบาทยังมีคำถามอยู่จะคุ้มค่ามากน้อยขนาดไหน เนื่องจากการศึกษายังไม่แล้วเสร็จจึงไม่สามารถให้ความเห็นได้ ในเรื่องของรถไฟในเขตกรุงเทพปริมณฑลเป็นโครงการที่ต้องทำต่อเนื่องถ้า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทไม่ผ่านคงไม่มีผลอะไร ซึ่งที่สุดแล้วโครงการเงินกู้ไม่จำเป็นต้องมีจำนวน 2 ล้านล้านบาทก็ได้แต่อาจจะกู้ 1 ล้านล้านบาทครอบคลุมรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร รถไฟทางคู่หรือรถไฟความเร็วสูงในบางเส้นทางคิดว่าน่าจะคุ้มจึงเป็นสิ่งที่น่าจะปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต"นายสุเมธ กล่าว









