ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ คาดครึ่งปีแรกยอดขายอยู่ระดับ 2 พันล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ 2.6 พันล้านบาท พร้อมเปิด 8-10 โครงการช่วงครึ่งปีหลัง
นายชูรัชฏ์ ชาครกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN)เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรกบริษัทสามารถทำยอดขายได้เกือบ 2 พันล้านบาท จากเป้ายอดขายทั้งปี 56 ที่ตั้งไว้ 2.6 พันล้านบาท และยังมีแผนจะเปิดโครงการเพิ่มอีก 8-10 โครงการในช่วงครึ่งปีหลัง โดยบริษัทคาดว่ารายได้จะอยู่ระดับประมาณ 2.25 พันล้านบาท หรือเติบโต 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1.73 พันล้านบาท โดยรายได้ในปีนี้จะมาจากการทยอยโอนโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียม LEVO 1 ย่านลาดพร้าว 18 ที่เริ่มทยอยโอนตั้งแต่ไตรมาส 2/56 และคอนโด LEVO 2 ใกล้กับ LEVO 1 ที่จะเริ่มทยอยโอนในไตรมาส 3/56 และโครงการแนวราบก็จะมีการทยอยโอนเข้ามาในครึ่งปีหลังเช่นกัน
ปัจจุบัน บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog)ประมาณ 1.3-1.5 พันล้านบาท คาดว่าจะสามารถรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ได้ราว 1 พันล้านบาท ส่วนโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในครึ่งปีหลัง เป็นโครงการแนวราบ 6-8 โครงการ มูลค่ารวม 4 พันล้านบาท อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล 3-4 โครงการ โครงการในต่างจังหวัดทั้งภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3-4 โครงการ และคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯอีก 1-2 โครงการ
"ครึ่งปีแรกเรายังไม่ได้เปิดโครงการแนวราบใหม่เลย เพราะว่าติดปัญหาเรื่องฝนในปีนี้ที่มาเร็วตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ซึ่งเราก็จะเริ่มทยอยเปิดในครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเปิดได้ทันตามแผน มูลค่าแนวราบอย่างเดียว 6-8 โครงการทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ประมาณ 3 พันล้านบาท"นายชูรัชฏ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าหมายภายใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมเป็น 20-30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 15-20% ของรายได้ทั้งหมด เนื่องจากคอนโดมิเนียมใช้ระยะเวลาก่อสร้างเร็วกว่าโครงการแนวราบ และบริษัทเน้นพัฒนาคอนโดมิเนียมที่ขนาดไม่ใหญ่มากและสามารถรับรู้รายได้ได้เร็ว
"เรายังยังไม่มีแผนในการขยายโครงการคอนโดมิเนียมไปในต่างจังหวัด เพราะในต่างจังหวัดยังไม่มีพวามจำเป็นในการพักอาศัยในแนวสูง เนื่องจากที่ดินยังมีอยู่มากและราคาที่ดินยังไม่สูง ประชาชนในต่างจังหวัดเน้นการพักอาศัยใยแนวราบมากกว่า ซึ่งบริษัทจะเน้นขยายโครงการในต่างจังหวัดที่เป็นโครงการแนวราบ"นายชูรัชฏ์ กล่าว
นายชูรัชฏ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนซื้อที่ดินที่ราว 800-1,000 ล้านบาท เน้นที่ดินในเขตกรุงเทพและปริมณฑล โดยครึ่งปีแรกใช้ไปแล้ว 600-700 ล้านบาท และในปีนี้บริษัทได้มีการปรับราคาขายโครงการเพิ่มขึ้นอีก 3-5% ตามต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% แต่บริษัทเลือกปรับราคาในบางทำเลเท่านั้น








