เปิดวิชั่น "ซีอีโอเอเชีย" ชูภูมิภาคเป็นตลาดกลไกสำคัญของโลกทศวรรษหน้า ชี้บริษัทอาเซียนผันตัวเองเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคมากขึ้น
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานเนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 43 พร้อมเชิญซีอีโอจาก10 ประเทศอาเซียนพร้อมนักธุรกิจชั้นนำทั้งในประเทศไทย และจากต่างประเทศกว่า 500 คนเข้าร่วมในงานสัมมนา"เอเชียขับเคลื่อนโลก" โดยเห็นตรงกันว่าในอีกหนึ่งทศวรรษภูมิภาคเอเชียจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในหัวข้อ "วิสัยทัศน์ของธุรกิจ 2020" โดยยกให้เอเชียจากนี้ไป เป็นกลไกสำคัญของโลกในช่วงทศวรรษหน้า ขณะที่ฝั่งตะวันตกยังเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะยุโรปมีปัญหาหนี้ภาครัฐอยู่ ซึ่งเอเชียก็กำลังมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เข้ามาช่วยกำหนดกิจกรรมในภูมิภาค
"แม้ระยะสั้นตลาดการเงินโลกผันผวนเพราะคาดการณ์เฟดลดคิวอี จนทำให้การทำธุรกิจของเราไม่ง่าย ที่ผ่านมาเรามองว่าการเปลี่ยนแปลงของเอเชียและอาเซียนมีการปรับตัวและเตรียมตัวไปหลายเรื่องน่าสนใจ"
นายชาติศิริ กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทไทยหลายรายกำลังยกระดับตัวเอง เป็นบริษัทระดับภูมิภาค ด้วยการไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ,เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) , บริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) ,กลุ่มมิตรผล ต่างไปตั้งโรงงานเครือข่ายในประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน
ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี ก็กำลังติดตามบริษัทใหญ่ออกไปนอกบ้าน ส่งผลในปี 2555 การลงทุนในต่างประเทศของบริษัทไทยนั้น มีมากกว่าการลงทุนจากต่างประเทศในไทย
วางเป้าหมายขึ้นแบงก์ชั้นนำของภูมิภาค
สำหรับธนาคารกรุงเทพ นายชาติศิริ กล่าวว่า วางตัวเองพร้อมมีเป้าหมายอยากเป็นธนาคารชั้นนำของภูมิภาค เพื่อออกไปให้บริการลูกค้าของธนาคารที่มีอยู่ทั่วภูมิภาค ขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวที่ดี ความสามารถไปเจาะตลาด การพัฒนาด้านไอที การเอาชนะอุปสรรคด้านภาษาและวัฒนธรรม
ทั้งในปี 2563 อาเซียนจะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น มีรถไฟเชื่อมโยงจากคุนหมิงไปสิงคโปร์ และทางด่วนเชื่อมเวียดนามไปไทย ลาว กัมพูชา พม่าและอินเดีย และอาจมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงกัน การเชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศทำให้สายการบินโลว์คอส มีความสำคัญมากขึ้น และเมืองตามแนวชายแดนมีความคึกคักในด้านการค้ากับเพื่อนบ้านมากขึ้น
นายชาติศิริ ยังมองความท้าทายอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจอาเซียน บริษัทในภูมิภาคต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว ตามการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค โอกาสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียนยังมีอีกมาก
โตโยต้าหวังเติบโตตามเอเชีย
ด้านนายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้ข้อมูลว่า โตโยต้าให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียอย่างมาก ด้วยการอ้างอิงข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ของกลุ่มโตโยต้าในปี 2555 ว่าโตโยต้าสามารถขายรถได้ 82 ล้านคัน และในจำนวนนี้มากกว่า 50% ผลิตในเอเชีย
เขามองด้วยว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ตอนนี้ในตลาดเกิดใหม่ อย่างบราซิล อินเดีย จีนและอาเซียนรวมไทยนั้น พบว่ายังมีความต้องการรถยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์นี้เป็นไปในทางตรงข้ามกับสถานการณ์ส่วนอื่นของโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีความต้องการลดลง และการขยายตัวของจีดีพีกลับลดลง
นายทานาดะ มองว่า ตลาดเกิดใหม่รวมทั้งเอเชีย ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยประเมินจากอัตราการขายรถยนต์โตโยต้าทั้งในอินเดีย ไทยและอินโดนีเซียมีมากและต่อเนื่อง การขยายตัวดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าทั้ง 3 ตลาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอเชีย ช่วยทำให้ยอดขายทั่วโลกของโตโยต้าเพิ่มขึ้นในอนาคต และเชื่อว่าการเติบโตของโตโยต้า จะสอดคล้องกับการเติบโตของตลาดเอเชียในอนาคต
"เราหวังจะขยายธุรกิจตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มอาเซียน จากธุรกิจที่แข็งอยู่แล้วในไทยและอินโดนีเซีย เราวางแผนเข้าไปสร้างการผลิตเพิ่มในประเทศใหม่ เช่น พม่า เวียดนาม ลาวและกัมพูชา"
แนะลดเหลื่อมล้ำดันเอเชียรุ่ง
ส่วน ดาโต๊ะ ปาทุกา ทิมโมธี อ่อง เต็ก หมง ประธานกรรมการบริหาร เอเชีย อิงค์ ฟอรั่ม จากบรูไน กล่าวว่าอุปสรรคใหญ่ของเอเชียโดยรวมเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ และไม่เท่าเทียมกันทางสังคมก่อน ซึ่งจะช่วยให้เอเชียโดยรวมขยายตัวต่อไป พร้อมกับรับมือวิกฤติที่เกิดขึ้นได้เสมอ
โดยเขายอมรับปัญหาเหลื่อมล้ำไม่มีสูตรสำเร็จแก้ได้เบ็ดเสร็จรัฐบาลต้องพัฒนาการศึกษาให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน ซึ่งดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการธุรกิจการค้าในเอเชียนั้น เขาแนะนำสมาชิกประเทศในอาเซียนให้สร้างมาตรฐานการทำธุรกิจให้เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อให้การทำธุรกิจระหว่างประเทศในภูมิภาคง่ายขึ้น พร้อมยกตัวอย่างการสำรวจของธนาคารโลกว่า ความยากง่ายในการทำธุรกิจของอาเซียนติดอันดับตั้งแต่อันดับ 1ถึง 100 สะท้อนถึงความแตกต่างของกฎระเบียบในการทำธุรกิจในภูมิภาค
"การจัดตั้งบริษัทบางประเทศใช้เวลาจัดตั้งนานเป็นหลายเดือน และบางประเทศสามารถจัดตั้งบริษัททำได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นจึงยังต้องมีการบ้านให้ทำอีกมากมาย"
นอกจากนี้ ดาโต๊ะ ปาดุกา ทิโมธี ออง เทค ยังพูดถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยในอาเซียน ถึงแม้ในภูมิภาคจะสามารถลดจำนวนคนยากจนลงได้ แต่กลับเกิดปัญหาช่องว่างระหว่างรายได้คนจนกับคนรวยมีมากขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางสังคม อาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ลุกฮือทางการเมือง หรือ อาหรับสปริงขึ้นได้
ถกความขัดแย้งทะเลจีนใต้
ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่น จะกระทบการทำธุรกิจในอาเซียนหรือไม่นั้น นายทานาดะให้ความเห็นว่ายอดขายของโตโยต้าในจีนฟื้นตัวแล้ว จากก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่อยากแนะนำให้ผู้นำญี่ปุ่นเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการสื่อสารกับจีน
ขณะที่นายหงอ ธั่นห์ ตัง ประธานกรรมการบริหารบริษัทกฎหมายเวียดนาม อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ มองว่า การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยสันติวิธี ที่ผ่านมาเวียดนามก็เป็นประเทศที่ทำสงครามมาตลอดก็ไม่อยากทำสงครามอีกแล้ว ตอนนี้ห่วงว่าการเปิดเศรษฐกิจของเวียดนามจะช้ากว่าพม่า
"พม่าเปิดเร็วและมาแรงก็กลัวว่าจะแซงหน้าเป็นคู่แข่งสำคัญของเวียดนาม โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนต่างประเทศ (เอฟดีไอ) จะไหลไปพม่ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบไทยกับเวียดนามในแง่เศรษฐกิจ ไทยล้ำหน้าเวียดนามไปมาก"
พม่าเดินหน้าไม่ลดการปฏิรูป
ด้านนายอู ซอว์ ซอว์ ประธานกรรมการบริหารแม็กซ์ เมียนมาร์ กรุ๊ป มองว่าการเปิดประเทศที่ผ่านมา เขามั่นใจว่าพม่าจะขับเคลื่อนไปข้างหน้า จะไม่มีทางที่จะหันกลับไปอย่างเดิมอีก แต่พม่าก็ยังเจอปัญหาการศึกษาที่ยังไม่ได้พัฒนา ซึ่งพม่าจำเป็นต้องพัฒนาการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมถึงมัธยมและมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสิ่งที่ต้องรีบทำคือการพัฒนาคุณภาพของครู
ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ แต่ก็อาจจะยังไม่สามารถหานักศึกษามาเรียน เพราะระบบคุณภาพการศึกษาระดับล่างยังไม่ดี เขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลมาอุดหนุนเรื่องการศึกษา เพราะคนพม่าส่วนใหญ่ยังยากจนไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้









