โบรกฯแนะลงทุนหุ้น"แบงก์-สื่อสาร-ทองเที่ยว"รับมือตลาดผันผวน หลากมรสุมกดดัน ศก.จีนทรุด-การเมืองป่วน เชื่อหลังฝุ่นตลบดัชนีฟื้นแตะ 1,550 จุด
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดว่า ในช่วง 3 เดือนนี้ หรือ ตั้งแต่ ก.ค.-ก.ย. ตลาดหุ้นไทยจะผันผวนแรง ตามปัจจัยลบในประเทศและต่างประเทศ ทั้งการเมืองไทยที่จะมีการประชุมสภาฯในเดือนส.ค. ปัญหาเศรษฐกิจจีนชะลอ และการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เกี่ยวกับการปรับลดมาตรการคิวอี แต่เชื่อว่าหลังผ่านพ้น 3 เดือนนี้ไป ดัชนีมีโอกาสปรับกลับมาอยู่ในระดับเดิมได้
"ช่วง 3 เดือนนี้เป็นช่วงฝุ่นตลบ หากนักลงทุนจะลงทุนต้องเลือกหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งมีอยู่ 3 กลุ่ม กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสื่อสาร และท่องเที่ยว แต่ในกลุ่มท่องเที่ยวนั้น ต้องดูเรื่องมูลค่าหุ้นด้วย เพราะในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงโลว์ซีซัน"
นายสุกิจ กล่าวว่า เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,500-1,550 จุดได้ในช่วงปลาย หลังพ้นช่วงฝุ่นตลบไปแล้ว เพราะปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจคงไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม และมองว่าในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ดัชนียังมีโอกาสปรับขึ้นไปถึงระดับ 1,750 จุด อย่างไรก็ตามต้องติดตามแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้จะออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์หรือไม่ ซึ่งต้องติดตามดูหลังการประกาศงบไตรมาส 2 ในช่วงเดือนส.ค.นี้ เพราะจะทำให้เห็นทิศทางตัวเลขกำไรทั้งปี
นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ แม้ว่าดัชนีจะมีความผันผวน เพราะความจริงดัชนีมีผลต่อผลตอบแทนการลงทุนน้อย หากเลือกหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานดี เช่นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีรายได้ที่แน่นอนจากรายได้ค่าเช่า เป็นต้น
นายฮาเรน ชาห์ ผู้อำนวยการและนักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส บริการบริหารความมั่งคั่ง ซิตี้ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่าแม้ว่าความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดประกาศว่าอาจจะลดการดำเนินมาตรการคิวอีก่อนหน้านี้ และแม้ว่าเฟดจะลดการทำคิวอีจริงในเดือนกันยายนนี้ แต่ก็เชื่อว่ายังมีสภาพคล่องในตลาดอยู่เป็นจำนวนมากจากที่ได้อัดฉีดเข้ามาก่อนหน้านี้
ในส่วนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีแนวโน้มปรับลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและนักลงทุนที่เริ่มเทขายโภคภัณฑ์ออกมา ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มลดลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับผลตอบแทนตลาดหุ้นยังอยู่ในระดับสูงกว่า ดังนั้นธนาคารมองว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์อื่นๆ และคาดว่าผลกำไรของบริษัทน่าจะเพิ่มขึ้นอีกด้วย
เมื่อสภาพคล่องโลกยังอยู่ในระดับสูงท่ามกลางความเสี่ยงที่เฟดจะลดคิวอีและการแก้ปัญหาเพดานหนี้จะมีผลต่อความผันผวนในโลก ดังนั้นนักลงทุนควรใช้โอกาสนี้ในการปรับพอร์ตการลงทุน เพิ่มสินทรัพย์เสี่ยง ลดการถือเงินสดและตราสารหนี้ โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐฯ รวมถึงตลาดหุ้นในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตอนเหนือ อาทิ ฮ่องกง เกาหลีและไต้หวัน ที่จะได้รับอิทธิพลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ในส่วนของประเทศไทยคาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ที่ 4.7% และดัชนีหุ้นไทยไม่น่าจะต่ำกว่า1,300 จุด โดยในปี 2557 คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะไปถึง 1,535 จุด
ด้านนางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าของซิตี้โกลด์ในประเทศไทยมีประมาณ 20,000 ราย ในช่วงที่ผ่านมาฐานลูกค้ามีการเติบโตประมาณ 11% และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการลงทุนของลูกค้าส่วนใหญ่จะมีการกระจายพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย โดยสัดส่วนการลงทุนกว่า 70% อยู่นอกเหนือสินทรัพย์ในตลาดเงิน ทั้งในและต่างประเทศ เช่นหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์









