วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับนอมินีภูเก็ต56รายส่อแอบทำธุรกิจสงวน

"ณัฐวุฒิ"ไล่จับนอมินีภูเก็ต พบ 56 รายมีพฤติกรรมส่อแอบทำธุรกิจสงวนสำหรับคนไทย สั่งตรวจสอบเข้ม พร้อมส่งดีเอสไอดำเนินคดี

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการในจังหวัดภูเก็ตว่ามีนักธุรกิจชาวรัสเซียและชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทยตามบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จึงได้เข้าไปตรวจสอบและพบว่า มีจำนวน 153 รายที่เข้าข่ายจ้างคนไทยให้ถือหุ้นแทน (นอมินี) และประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย ซึ่งได้ทำการตรวจสอบเชิงลึกในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อผู้ประกอบการคนไทย

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบพบว่า ในจำนวน 153 ราย มี 97 รายที่ตรวจสอบแล้วตัดออก ไม่ตรวจสอบต่อ เพราะได้ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด บางรายไม่มีการประกอบธุรกิจ ไม่ส่งงบการเงิน ได้จดทะเบียนเลิกกิจการไปแล้ว จึงเหลือเพียง 56 รายที่จะต้องตรวจสอบ และในจำนวน 56 ราย มี 24 ราย ที่เพิ่งจดตั้งใหม่ในปี 2555 และยังไม่ได้มีการปิดบัญชี อีก 13 ราย ประกอบธุรกิจตามบัญชีแนบท้าย เช่น ขายอาหาร เครื่องดื่ม ตัวแทนชำระค่าสินค้า ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ส่วนอีก 19 ราย แยกเป็น 8 ราย ไม่ให้ความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการตรวจสอบ ซึ่งได้ดำเนินการตามพ.ร.บ.การบัญชี และได้ส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สอบสวนเชิงลึกต่อไป และอีก 11 ราย ได้ส่งหนังสือไปแล้ว แต่หนังสือตีคืน เพราะไม่ปรากฏที่ตั้ง 8 ราย อีก 3 รายมีที่ตั้ง แต่ไม่ตอบ ซึ่งกำลังตรวจสอบและจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

"เรื่องคนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในภูเก็ต ผมได้หารือพูดคุยกับนายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อแก้ไขปัญหานี้ไปด้วยกัน เพราะเกี่ยวโยงกับเรื่องการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 หน่วยงาน และดีเอสไอ จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน มีกำหนดลงพื้นที่ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการไทยที่จะแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม"นายณัฐวุฒิกล่าว

อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจสงวนสำหรับคนไทยในจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆ ต่อไป หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ทำการตรวจสอบในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ไปแล้ว และพบการกระทำผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งได้ส่งดำเนินคดีกับดีเอสไอ และการเอาผิดตามกฎหมายของกรมที่ดินไปแล้ว