"กิตติรัตน์"เดือด!หลังถูกวิพากษ์หนี้ครัวเรือนพุ่ง บอกไม่มีใครบังคับแบงก์ปล่อยกู้ ย้อน"ประสาร"กลัวศก.แผ่วก็ให้ลดดอกเบี้ย จวก"ไม่มองตัวเอง"
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นว่า ผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นล้วนแต่เป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อครัวเรือน หากกังวลเช่นนั้นก็ควรคุมการทำงานของตัวเอง ภาคธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยสินเชื่อให้ดีก็ควรควบคุมการทำงานให้ดีและไม่มีใครไปบังคับให้ปล่อยสินเชื่อ ส่วนการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรของภาครัฐนั้น จะทำให้ประชาชนเหล่านั้นจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง จากเดิมต้องชำระดอกเบี้ยโหดที่มีอัตราสูงถึง20% หากเข้าสู่ระบบจะชำระดอกเบี้ยไม่ถึง 1% การทำเช่นนี้จะทำให้หนี้นอกระบบที่ไม่เคยนับรวมเป็นหนี้ครัวเรือนจะถูกนำมาบวกเพิ่ม อย่างไรก็ตามการดูแลไม่ให้หนี้ครัวเรือนสูงเกินไปหน่วยงานเอกชนก็ต้องร่วมช่วยดูแลด้วย
"ขอฝากถามถึงนายโฆสิต (ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ) ที่ออกมาระบุว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ผลว่า ปี 2555 จีดีพีโต 6.5% ขณะที่การส่งออกโต3.1% ไม่ได้เป็นเพราะวิธีการดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้หรือ และเมื่อเร็วๆ นี้คุณประสาร (นายประสาร ไตรรัตน์วรกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ออกมาให้ความเห็นว่าอย่ากระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะมีผลระยะสั้น จากนั้นก็มีนักวิเคราะห์วิจารณ์ออกมาให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจที่แผ่วลงขณะนี้จะไม่มีมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจหรืออย่างไร ขอเรียนว่าหากกลัวว่าเศรษฐกิจจะแผ่วก็ลดดอกเบี้ยอีกหน่อยสิ บางทีก็มองเห็นแต่คนอื่นแต่ไม่มองเห็นตัวเอง"
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า มีความชื่อมั่นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท การลงทุนงบประมาณโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทและการใช้จ่ายงบประมาณที่เป็นไปตามแผนเศรษฐกิจจะไม่แผ่วลงแน่นอน หากเอกชนกลัวว่าสินเชื่อครัวเรือนมาก เช่น การกู้รถยนต์ กู้บ้าน ก็เป็นเรื่องที่เอกชนควบคุมได้ จะสังเกตได้ว่าหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอยู่ในต่างจังหวัด เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือออกไปสร้างโครงการในพื้นที่ต่างจังหวัด ทำให้คนมีกำลังซื้อเข้าซื้อบ้านมากขึ้นจึงขอให้แยกส่วนการเป็นหนี้ออกจากกันด้วย
"นโยบายรัฐบาลรถคันแรก ที่ส่วนมากประชาชนจะซื้อรถอีโค่คาร์ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน1,400 ซีซีนั้น รัฐบาลไม่ได้นำงบประมาณจากที่อื่น แต่เป็นภาษีสรรพสามิตของเจ้าของรถเอง ซึ่งส่วนตัวไม่อยากเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ใช้รถเหล่านี้ด้วยซ้ำ หากฐานรายได้ภาษีดี ขึ้นก็ไม่อยากเก็บภาษีสรรพสามิตรถเล็กๆแค่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเดียวพอ หากเป็นรถขนาดใหญ่ แพงๆ ซีซีสูงอาจจะเก็บภาษีมากขึ้น คนที่มีรถดีๆ หรูๆ อยู่แล้วอย่าไปตำหนิคนที่ซื้อรถคันแรก 1,400 ซีซีเลย"นายกิตติรัตน์กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่างบประมาณจากโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทและงบประมาณโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทมีแนวโน้มว่างบประมาณจะลงสู่ระบบช้านั้น นายกิตติรัตน์กล่าวว่า จะพยายามทำให้ไม่ให้ช้ากว่ากำหนดมาก หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ทุกคนต้องช่วยกันไม่ให้ช้า อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ถึง 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา รัฐบาล สามารถจัดเก็บรายได้ จำนวน 1.616 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 8.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังไม่ได้มีความสุขที่เก็บภาษีเกินเป้ามากเพราะเป็นการดึงเงินไว้ในคลัง ดังนั้น จึงไม่มีความต้องการที่จะได้รายได้จากภาษีน้ำมันมากขึ้น ยกเว้นแต่จะเก็บภาษีเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนซึ่งขอดูคำแนะนำจากกระทรวงพลังงานเป็นหลัก









