กำไรสุทธิ 2Q56 มีแนวโน้มอ่อนตัว QoQ แต่จะฟื้นตัวใน 3Q56
คาดว่ากำไรสุทธิ 3.8 พันล้านบาท
เราคาดว่าผลประกอบการ 2Q56 ของ PTTGC จะอ่อนตัวลง 69% QoQ เป็น 3.8 พันล้านบาท ปัจจัยลบยังคงมาจาก (1) กำลังการกลั่นที่ลดลงเหลือ 63% (1Q56 อยู่ที่ 101%) จากการหยุดซ่อมโรงกลั่น (2) ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์อ่อนตัวตามฤดูกาล (3) สัดส่วนการใช้ก๊าซฯในการผลิตลดลงจาก 88% ใน 1Q56 เหลือ 80% เนื่องจากโรงแยกก๊าซ PTT ลดกำลังการผลิต (4) มี Stock Loss 1,547 ล้านบาท ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบลดลง และ (5) การรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 2,628 ล้านบาท ตามทิศทางของค่าเงินบาทที่อ่อนค่า (PTTGC จะประกาศงบ 2Q56 ในวันที่ 6 ส.ค.)
มีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของกำไรสุทธิ 3Q56
ถึงแม้ว่า PTTGC จะยังมีแผนหยุดซ่อมหน่วยผลิตโอเลฟินส์ (I4-1) เป็นเวลา 43 วัน แต่เรายังเชื่อว่าผลประกอบการ 3Q56 ฟื้นตัวเนื่องจาก (1) แนวโน้มค่าการกลั่นฟื้นตัวหลังผ่านช่วง Low Season ใน 2Q56 (2) ราคา HDPE ที่ยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ PTTGC ยังคงได้ประโยชน์ตามโครงสร้างส่วนแบ่งกำไรกับ PTT และ (3) แนวโน้มราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวลดความเสี่ยงจากการรับรู้ Stock Loss
แผนการลงทุนในต่างประเทศ คาดได้ข้อสรุปปลายปี 2556
PTTGC ยังมุ่งขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยในปลายปีนี้เราคาดว่าจะได้ข้อสรุปการลงทุนโรงงานปิโตรเคมีครบวงจร (Naphtha Cracker) ในอินโดนีเซียร่วมกับ PT Pertamina (PTTGC ถือหุ้น 49%) โดยใช้เงินลงทุนโครงการนี้ราว 4 พันล้านเหรียญ หากโครงการมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ บริษัทคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานปลายปี 2557 และเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2560 (มูลค่าเหมาะสมปัจจุบันยังไม่รวมโครงการดังกล่าว) นอกจากนี้ PTTGC ยังมีแผนการลงทุนในโครงการปิโตรเคมีปลายน้ำร่วมกับ Petronas และ SinoChem ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 – 2 ปี
แข็งแกร่งสุดในกลุ่มปิโตรเคมี ทำให้เรายังคงแนะนำ “ซื้อ”
เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ไว้ที่ 35,713 ล้านบาท (+5%YoY) ขณะที่กำไรสุทธิ 6M56F ที่เราคาดคิดเป็น 44% ของประมาณการ เรามองว่าความได้เปรียบจากการเป็น Gas Base Producer ยังคงทำให้ PTTGC โดดเด่นที่สุดในกลุ่มปิโตรเคมี ขณะที่การขยายธุรกิจในต่างประเทศ จะเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของรายได้ในอนาคต คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสม 92 บาท









