ตลาดขนาดใหญ่ของประชาคมอาเซียน (เออีซี) ดึงดูด "คู่แข่งต่างชาติ" เข้ามาปักหลักประเทศไทยศูนย์กลางแห่งภูมิภาคนี้มากขึ้น
ในทางกลับกันเป็น "โอกาส" ของ "ทุนไทย" รุกเปิดตลาดนอกบ้านมากขึ้นเช่นกัน ผู้ประกอบการหลายรายอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม รอจังหวะขยายฐานธุรกิจ
ชัชวาลย์ วณิชไพสิฐ ผู้อำนวยการด้านการบริหาร เคที ออพติค (KT OPTIC) ผู้บริหารธุรกิจร้านแว่นตาภายใต้แบรนด์ "เคที ออพติค" กล่าวว่า โอกาสทางธุรกิจของตลาดใหม่อย่าง "อาเซียน" ทำให้ภาวะการแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นด้วยเช่นกัน ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป และสหรัฐ ยังคงซบเซา การค้า-การลงทุน ไม่อาจพึ่งพิงตลาดหลักฟากตะวันตกเหล่านี้ได้ ธุรกิจทั่วโลกต่างมุ่งหน้าสู่ประเทศตะวันออกเพื่อขยายฐานสร้างการเติบโตทางธุรกิจ
ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจแว่นตา!! เชนสโตร์รายใหญ่จากต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน จีน เริ่มรุกขยายเครือข่ายธุรกิจในอาเซียน โดยเฉพาะไทย
"คู่แข่งเข้ามาตลาดไทยมากขึ้น แต่เราก็มีโอกาสไปนอกบ้านมากขึ้นเช่นกัน การแข่งขันทำให้ตลาดใหญ่ขึ้นด้วย เคที ออพติคสนใจเปิดตลาดพม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา พร้อมๆ กับการเร่งขยายธุรกิจในไทยที่ยังมีช่องว่างและโอกาสขยายตัวสูงตามไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่"
ชัชวาลย์ ย้ำว่า เคที ออพติค โฟกัส "อาเซียน" มากขึ้น หมายรวมถึง "ไทย" โดยวางโมเดลธุรกิจในการเปิดตลาดร่วมกับ "พันธมิตรท้องถิ่้น" ในประเทศนั้น ทั้งยังมองว่า "ทุนไทยยักษ์ใหญ่" อย่างกลุ่มเซ็นทรัล ที่มีแผนสยายปีกในภูมิภาคอาเซียน เชื่อว่าจะเป็นหนึ่งใน "ช่องทาง" สำคัญเกื้อหนุนบรรดาผู้ประกอบการไทยที่มีแผนขยายตลาดนอกบ้าน
เสริมแกร่ง360องศารับแผนสยายปีก
กลยุทธ์ธุรกิจของ "เคที ออพติค" วางตำแหน่งทางการตลาดเป็นร้านแว่นตาระดับพรีเมี่ยม เจาะลูกค้าระดับบีบวกขึ้นไป มีความหลากหลายของสินค้ากว่า 30 แบรนด์ เน้นแบรนด์ที่มี "คาแรคเตอร์" หรือสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ หรือ เอ็กซ์คลูซีฟโมเดล ที่จัดซื้อสินค้าตรงกับบริษัทผู้ผลิต อาทิ เรย์แบน, ชามังต์, เอสปรี, แอล เป็นต้น แต่ละปีนำเข้าเพิ่ม 1-2 แบรนด์ใหม่
พร้อมวางยุทธศาสตร์ขยายสาขาแบบเชนสโตร์ภายใต้ชื่อ เคที ออพติค 3 รูปแบบ ประกอบด้วย "แฟลกชิพสโตร์" บนพื้นที่ขนาด 150-200 ตร.ม. อยู่ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ "บูติคสโตร์" พื้นที่ขนาด 70 ตร.ม. ส่วนใหญ่อยู่ในโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ และ "สแตนอะโลน" พื้นที่ 50-80 ตร.ม. อยู่ในดิสเคาน์สโตร์ หรือไฮเปอร์มาร์เก็ต ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นการวางรูปแบบร้านที่แตกต่าง ภายใต้คอนเซปต์เดียวกัน "เป็นมิตร อบอุ่น จริงใจ"
ภายใต้รูปแบบร้านที่ "แตกต่าง" แต่ "ชัดเจน" ในการเจาะตรงลูกค้าเป้าหมาย ถือเป็นการเตรียมพร้อมฐานธุรกิจรับแผนสยายปีกในประเทศ และ "ต่อยอด" เปิดตลาดนอกบ้านได้ทันทีเมื่อ "โอกาส" มาถึง
"ร้านแฟลกชิพสโตร์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ สื่อสาร และตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นแฟชั่น เทรนดี้ ซึ่งเป็นจุดขายของเคที ออพติค ท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมากทั้งไทยและต่างประเทศซึ่งแข่งขันกันด้วยราคาเป็นหลัก" ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า
ปัจจุบัน เคที ออพติค มีสาขากว่า 200 แห่งทั่วประเทศ อยู่ในกรุงเทพฯ 100 สาขา ต่างจังหวัด 100 สาขา เป็นสัดส่วนร้านแฟลกชิพสโตร์ 15% บูติกสโตร์ 30% ที่เหลือ 55% เป็นร้านสแตนอะโลน ในปี 2556 จัดสรรงบกว่า 60 ล้านบาทขยายสาขา 20 แห่ง เฉลี่ยลงทุนสาขาละ 3 ล้านบาท ในจำนวนนี้จะเป็นร้านแฟลกชิพสโตร์ 20% ทั้งจัดสรรงบอีก 10 ล้านบาททำการตลาดและส่งเสริมการขายเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีเคที ออพติค มีแผนเปิดสาขาใหม่ 15-20 แห่งทั่วประเทศ
เจาะกำลังซื้อนักท่องเที่ยวไทย-เทศ
หากพิจารณาจากพฤติกรรม "การใช้แว่น" พบว่า 1 คน จะมีแว่นตามากกว่า 1 อัน และเริ่มมองหา "แว่นตาแฟชั่น" นอกเหนือจาก "แว่นสายตา" โดยเฉพาะในการเดินทาง-ท่องเที่ยวจะมี "แว่นตา" เป็นองค์ประกอบเสริมที่ขาดไม่ได้ สอดรับยุทธศาสตร์ธุรกิจของ "เคที ออพติค" ที่เน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
"คนใช้แว่นตามากขึ้นตามโอกาสที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ กันแดด จะเห็นว่าความต้องการแว่นตายังมีอีกมหาศาล ไม่แปลกที่จะเห็นร้านแว่นตาขยายตัวไม่ต่างจากร้านสะดวกซื้อ"
ชัชวาลย์ ยกตัวอย่าง ประเทศลาว ซึ่งเป็นตลาดของ "นักท่องเที่ยวต่างชาติ" โดยพื้นฐานของชาวลาวยังใช้ "แว่นฟังก์ชั่น" มากกว่าแฟชั่น ดังนั้นการเปิดตลาดของ "เคที ออพติค" ในลาวจะมุ่งเจาะลูกค้าต่างชาติ นักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับการทำตลาดในเมืองไทย ซึ่งการเน้นลูกค้าต่างชาติเป็นหลักเพื่อเลี่ยงการแข่งขันทางด้าน "ราคา"
"การแข่งขันในตลาดแว่นตาใช้ ไพรซ์วอร์ ค่อนข้างมาก เคที พยายามสร้างจุดเด่นในเรื่องบริการหลังการขาย ส่วนกลยุทธ์ราคา รักษาระดับการทำส่วนลดไม่เกิน 30%"
นอกเหนือสงครามราคาในตลาดแล้ว ผู้ประกอบการยังเผชิญการแข่งขันของการ "ขายออนไลน์" แต่เชื่อว่า คนซื้อแว่นกันแดด หรือแว่นสายตา ต้องการมาสัมผัส มีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าที่ต้องปรับให้เข้ากับวัตถุประสงค์การใช้งาน ทำให้เคที ออพติค เน้นบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อ อุดจุดอ่อนคู่แข่งโลกไซเบอร์ และใช้ความพึงพอใจลูกค้าสร้างกระแส "บอกต่อ" ที่จะมีลูกค้าเป็นผู้ช่วย "สร้างและรับประกันแบรนด์" ได้ดีที่สุด
'แว่นแฟชั่น'บูมตลาด 6,000 ล้าน
ธุรกิจร้านค้าปลีกแว่นตาในไทย ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มพรีเมี่ยม หรือตลาดบน ระดับราคา 8,000 บาทขึ้นไป สัดส่วน 30% กลุ่มระดับกลางราคา 4,000-8,000 บาท เป็นตลาดใหญ่สุด สัดส่วน 50% ระดับล่างราคาตั้งแต่ 4,000 บาทลงมา สัดส่วน 20% โดยภาพรวมเติบโต "ไม่หวือหวา" อยู่ในอัตรา 5-7% แต่พบว่าตลาดมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น จากอัตราการซื้อและถือครองแว่นตาของคนไทยมากขึ้น เฉลี่ย 2 อันต่อคนต่อปี โดยมี "แว่นตาแฟชั่น" เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันตลาดขยายตัว
จากตลาดรวมดังกล่าว ตลาดใหญ่ยังเป็นสัดส่วนของแว่นสายตา 70% แว่นแฟชั่น 30% ทั้ง 2 ตลาดมีอัตราการเติบโตสูง
ขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจร้านแว่นตา มีเพียง 3-4 รายใหญ่ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่า 60-70% "เคที ออพติค" มีส่วนแบ่งตลาด 15% ตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโตไม่ต่ำกว่า 7% ในปีนี้ ผลประกอบการไตรมาสแรกที่ผ่านมายอดขายเติบโตสูง 10% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มเลนส์ เติบโต 5% กรอบแว่นตา เติบโต 18%









