คาดค่าการกลั่นและราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลกระทบต่อกำไรไตรมาส 2/56
เงินชดเชยประกันภัยจะช่วยชดเชยผลการดำเนินงานที่ปรับตัวแย่ลงในไตรมาส 2/56
ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยพยุงให้กำไรมีเสถียรภาพ
ยังคงแนะนำ “ซื้อ” BCP เพราะ Valuation และผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าสนใจ
คาดกำไรลดลงในไตรมาส 2/56 แต่น่าจะสะท้อนในราคาหุ้นแล้ว เราคาดว่า BCP จะรายงานกำไรสุทธิ 1.5 พันล้านบาทในไตรมาส 2/56 ลดลง 32% QoQ เรายังคงคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/56 ของ BCP จะโดดเด่นกว่าหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากเงินชดเชยประกันภัย แม้ภาวะตลาดปรับตัวแย่ลง เราเชื่อว่า BCP จะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันและค่าการกลั่นที่สูงขึ้นในไตรมาส 3/56 ในขณะที่ Valuation ยังดูน่าสนใจ โดยเทรดอยู่ในช่วงกลางๆ ของ Valuation หุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาค และมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าดึงดูดประมาณ 3.6-4.4% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” BCP ด้วยราคาเป้าหมาย 40 บาท/หุ้น
คาดกำไรไตรมาส 2/56 ได้รับผลกระทบจากค่าการกลั่นและราคาน้ำมันที่ลดลง กำไรไตรมาส 2/56 ของ BCP มีแนวโน้มที่จะออกมาไม่สูงอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เพราะค่าการกลั่นลดลง และปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่นปรับลดลงเหลือเพียง 96,000 บาร์เรล/วัน เทียบกับ 99,950 บาร์เรล/วันในไตรมาส 1/56 สาเหตุเกิดจากการดำเนินงานที่ขาดเสถียรภาพที่หน่วยกลั่นสุญญากาศ (VDU) และหน่วยแตกโมเลกุล (HDU) ซึ่งหยุดเดินเครื่องผลิตในระหว่างวันที่ 5 มี.ค.-4 เม.ย. ส่งผลทำให้ BCP ต้องเดินเครื่องโรงกลั่นแบบ hydro-skimming mode และมีผลผลิตน้ำมันเตาในสัดส่วนที่สูงขึ้นส่งผลทำให้ค่าการกลั่นปรับลดลง เราคาดว่าค่าการกลั่นของ BCP จะปรับลดลงจาก 7.97 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล สู่ 5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ลดลงก็ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในไตรมาส 2/56 ด้วย เพราะทำให้ BCP มีขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน และได้รับผลกระทบที่ไม่ได้อยู่ในรูปเงินสดจากการปรับมูลค่าสินค้าคงคลังน้ำมันตามราคาตลาด
เงินชดเชยประกันภัยเข้ามาช่วย รายได้เงินชดเชยประกันภัยจากการหยุดซ่อมบำรุงนอกแผนโดยมีสาเหตุมาจากเหตุเพลิงไหม้ในไตรมาส 3-4/55 จะช่วยสนับสนุนกำไรไตรมาส 2/56 ของ BCP เราคาดว่าบริษัทจะบันทึกเงินชดเชยความเสียหายต่อสินทรัพย์และธุรกิจหยุดชะงัก ~1.2 พันล้านบาท นอกจากนี้ BCP ก็จะได้รับเงินค่าเปลี่ยนหอกลั่นแยกผลิตภัณฑ์ตามจุดเดือดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อเดือน ก.ค. 2555 ด้วย บริษัทจะติดตั้งหอกลั่นใหม่ในปี 2557 ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำลังการกลั่นปรับเพิ่มขึ้นจาก 120,000 บาร์เรล/วัน เป็น 140,000 บาร์เรล/วัน
ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สร้างรายได้ดี ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะมีเข้ามามากขึ้นในไตรมาส 2/56 และจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับกำไรของ BCP เมื่อธุรกิจโรงกลั่นได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและค่าการกลั่น เราคาดว่าค่าการตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 0.5 บาท/ลิตรในไตรมาส 1/56 สู่ 0.62 บาท/ลิตรในไตรมาส 2/56 EBITDA ของธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 218 ล้านบาทในไตรมาส 1/56 สู่ 388 ล้านบาทในไตรมาส 2/56 เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งสองเฟสสร้างเสร็จและเดินเครื่องผลิตในไตรมาส 2/56
ยังคงเป้า EBITDA ปี 2556 ไว้เหมือนเดิม ผู้บริหารยังคงมั่นใจว่าเป้า EBITDA ที่บริษัทวางไว้ที่ 9.6 พันล้านบาทในปี 2556 ซึ่งรวมเงินชดเชยประกันภัยเข้ามาด้วย ยังคงทำสำเร็จได้ เป้าดังกล่าวอิงกับสมมติฐานปริมาณน้ำมันดิบนำเข้ากลั่น 100,000-105,000 บาร์เรล/วัน และค่าการกลั่นฐานเฉลี่ย 7 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล นอกจากนี้เราก็มีแนวโน้มที่จะปรับประมาณการกำไรของเราเพิ่มขึ้น เนื่องจากเรายังไม่ได้รวมเอาเงินชดเชยประกันภัยเข้ามาไว้ในประมาณการ เราจะปรับประมาณการของเราอีกครั้งหลังBCP ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/56 โดยคาดว่าจะประกาศในวันที่ 2 ส.ค.









