วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พ้อง'หวั่นต่างชาติเมิน เร่งล้าง'ส่วย'ท่าเรือ

"ปัญหาส่วยสะสมมานานจะแก้ได้หรือไม่ต้องขอคุยกับพนักงานก่อน" : พ้อง ชีวานันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

หนึ่งในปัญหาสำคัญของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ซึ่งมีหน้าที่ให้บริการขนถ่ายสินค้าคือการเรียกรับค่าตอบแทนจากผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะในเขตท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งทุกฝ่ายเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมเร่งแก้ไข เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ

นายพ้อง ชีวานันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ปัญหาที่กทท.ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนคือปัญหาส่วยภายในท่าเรือกรุงเทพที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กรอย่างมาก ซึ่งผู้บริหารต้องช่วยกันทำงานโดยคำนึงถึงชื่อเสียงองค์กร รวมทั้งเพิ่มความเอาใจใส่ให้มากขึ้น เพราะในอนาคตประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หากยังมีปัญหาเสื่อมเสียจะส่งผลให้ไทยไม่เป็นที่ยอมรับของต่างชาติ

"หลักในการทำงานของผมคือต้องพูดคุยกับพนักงานทุกระดับอย่างใกล้ชิด โดยขอความร่วมมือจากพนักงานทุกคนและไม่ลืมให้อภัยในสิ่งที่เคยทำ พร้อมทั้งให้โอกาส ส่วนจะสามารถแก้ปัญหาส่วยได้หรือไม่ ต้องขอพูดคุยกับพนักงานก่อน เพราะปัญหานี้สะสมมานาน"

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่ใช้บริการกทท.จำนวนมาก ร้องเรียนว่าถูกเรียกเก็บส่วยจากการใช้บริการท่าเรือกรุงเทพ ส่วนท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งส่วนใหญ่ให้สัมปทานเอกชนดำเนินการยังไม่เคยได้รับการร้องเรียน ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมศุลกากร ได้พยายามแก้ไขปัญหาส่วยได้ระดับหนึ่งแล้ว เหลือเพียงฝ่ายปฏิบัติการของกทท.ที่ยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารวางแผนการพัฒนาแบบยั่งยืน ไม่ควรคำนึงเพียงการพัฒนาเพื่อความอยู่รอดขององค์กรเท่านั้น ซึ่งกระทรวงฯพร้อมให้การสนับสนุน และตั้งเป้าผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือที่มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าสูงสุดเป็นอันดับที่ 19 ของโลกภายในปี 2558 จากปัจจุบันอันดับ 23 โดยท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่า 5.73 ล้านทีอียู ส่วนท่าเรือที่มีปริมาณสินค้าผ่านท่ามากที่สุดคือท่าเรือเซี่ยงไฮ้ มีปริมาณตู้สินค้า 32.53 ล้านทีอียู

เรือเอกอิทธิชัย สุพรรณกูล รักษาการผู้อำนวยการกทท. กล่าวว่า กทท.ตั้งเป้าว่าในปีงบประมาณ 2556 ท่าเรือกรุงเทพจะมีปริมาณตู้สินค้า 1.4 ล้านทีอียู และท่าเรือแหลมฉบังจะมีปริมาณตู้สินค้า 6.5 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 3.5-5% เพราะเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับผลการดำเนินงานในปี 2555 ต่ำกว่าปกติจากเหตุอุทกภัย และคาดว่าในปีงบประมาณ 2556 จะมีรายได้ 13,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 12,522 ล้านบาท และมีกำไร 4,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไร 4,486 ล้านบาท

ส่วนผลการดำเนินงาน 8 เดือนของปีงบประมาณ 2556 ตั้งแต่เดือนต.ค.2555-พ.ค.2556 พบว่ามีรายได้ 8,811 ล้านบาท และมีกำไร 3,563 ล้านบาท ในส่วนของท่าเรือกรุงเทพมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวมตู้เปล่าจำนวน 9.82 แสนทีอียู เพิ่มขึ้น 23.21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ขณะที่ท่าเรือแหลมฉบังมีตู้สินค้าผ่านท่ารวม 3.926 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 3.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

"แม้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อกทท.โดยปริมาณตู้สินค้าส่งออกลดลง แต่ปริมาณตู้สินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน"

ส่วนปัญหาส่วยภายในท่าเรือกรุงเทพนั้น ยืนยันว่าการร้องเรียนเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อกทท.และเป็นการบิดเบือนจากข้อเท็จจริง เพราะพนักงานกทท.ไม่เคยตั้งโต๊ะรับเงินนอกระบบ ส่วนการจ่ายเงินให้พนักงานที่ผ่านมาเป็นเรื่องของเงินรางวัล เงินสินน้ำใจที่เจ้าของตู้สินค้าจ่ายให้พนักงานโดยพนักงานไม่ได้เรียกร้อง ซึ่งกทท.ได้ประกาศห้ามพนักงานรับเงินเป็นระยะๆ รวมทั้งขอความร่วมมือจากบุคคลภายนอกห้ามจ่ายเงินให้พนักงาน

สำหรับปริมาณเรือผ่านท่าในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณ 2556 พบว่าท่าเรือกรุงเทพมีปริมาณเรือผ่านท่า 2,244 เที่ยว เพิ่มขึ้น 12.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าทั้งปีจะมีปริมาณเรือผ่านท่า 3,300 เที่ยว เพิ่มขึ้น 5.9% ท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณเรือผ่านท่า 5,677 เที่ยว เพิ่มขึ้น 0.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าทั้งปีจะมีปริมาณเรือผ่านท่า 8,500 เที่ยว ลดลงจากปีก่อน 4.3%

ส่วนท่าเรือเชียงแสนมีปริมาณสินค้าผ่านท่า 2.1 แสนตัน คาดว่าทั้งปีจะมีปริมาณสินค้ารวม 3.2 แสนตัน เพิ่มขึ้น 246% ท่าเรือเชียงของมีปริมาณสินค้าผ่านท่า 4.1 หมื่นตัน คาดว่าทั้งปีจะมีปริมาณสินค้ารวม 6.2 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 25% สาเหตุที่ปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือเชียงแสนและเชียงของเพิ่มขึ้น เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทย-จีนและอาเซียน ส่วนท่าเรือระนองมีปริมาณสินค้าผ่านท่า 8.4 หมื่นตัน คาดว่าทั้งปีจะมีปริมาณสินค้ารวม 1.2 แสนตัน เพิ่มขึ้น 58% เพราะการค้ากับประเทศในแถบเอเชียใต้เพิ่มขึ้น