"ไอเอ็มเอฟ"ลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ โต 3.1% จากเดิม 3.3% ส่วนปีหน้าลดลงเหลือ 3.8% จากเดิม 4% กังวลศก.จีน-บราซิล ชะลอตัว
กลางสัปดาห์นี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ "ไอเอ็มเอฟ" จัดงานแถลงข่าวที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ของสหรัฐ เพื่อเผยแพร่รายงานทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเดือนพ.ค.ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด โดยมีนายโอลิเวอร์ แบลนชาร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของไอเอ็มเอฟ เป็นผู้ให้ข้อด้วยการประเมินว่า การเติบโตของโลกในปี 2556 และ ปี 2557 จะชะลอตัวลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน เนื่องจากความวิตกภายใต้คาดการณ์ที่ว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อย่างจีนและบราซิลอยู่ในภาวะชะลอตัว และยุโรปเกิดภาวะตกต่ำมากขึ้น
ทั้งนี้ ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟเผยแพร่ในเดือนเม.ย. ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกว่าจะขยายตัวลดลงเหลือ 3.1% ในปีนี้ เป็นการลดจากคาดการณ์เดิมเคยให้ไว้ 3.3% เมื่อ 3 เดือนก่อน และปรับลดจีดีพีโลกปีหน้าเหลือ 3.8% จากเดิมให้ไว้ 4%
"เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ใน 3 รูปแบบ คือ กลุ่มตลาดเกิดใหม่ยังเติบโตรวดเร็ว การฟื้นตัวของสหรัฐเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่หลายประเทศในยุโรปยังคงดิ้นรนสู้ต่อไป และแม้การเติบโตมีอยู่เกือบทุกที่ แต่ก็อ่อนแอลงกว่าเคยคาดไว้เดือน เม.ย.เล็กน้อย สังเกตเห็นได้จากการทบทวนปรับลดการเติบโตของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา" นายแบลนชาร์ด กล่าว
รายงานไอเอ็มเอฟระบุถึงความเป็นไปได้ ที่จะเกิดการชะลอตัวเป็นเวลานานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่นายแบลนชาร์ดตั้งข้อสังเกตว่าแนวโน้มในจีน รัสเซีย บราซิลและอินเดีย เป็นขาลงอย่างชัดเจน เป็นผลจากการบริโภคความต้องการในประเทศชะลอตัว เพราะการส่งออกแย่ลง เนื่องจากความซบเซาในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
หั่นจีดีพีจีนโต7.8%ปีนี้
รายงานไอเอ็มเอฟฉบับเดือนเม.ย.นี้ คาดว่าจีนจะขยายตัวลดลงเหลือ 7.8% จากเดิมคาดไว้ 8.1% ส่วนปีหน้าคาดว่าจีนจะโตลดลงเหลือ 7.7% จากเดิมให้ไว้ 8.3%
นายแบลนชาร์ด มองจีนเสี่ยงมากที่สุด ในแง่การขยายตัวของเศรษฐกิจลดลงอย่างมาก ซึ่งไอเอ็มเอฟระบุว่า เศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลก อย่างจีน กลับไม่สมดุลด้วยการลงทุนมากเกินไปและการบริโภคน้อยเกินไป การลงทุนมากเกินไปดังกล่าว ได้รับทุนอุดหนุนจากภาคธนาคารอยู่นอกระบบ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วช่วงเกิดวิกฤตการเงินโลกช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
นอกเหนือจากภาวะการเติบโตชะลอตัว จีนกำลังเผชิญปัญหาสินเชื่อตึงตัว เมื่อพยายามจะจัดการอันตรายที่เป็นความเสี่ยงเกิดจากสินเชื่อซึ่งไม่ได้รายงานในงบบัญชีธนาคาร แต่กลับเป็นหนี้ซุกซ่อนในส่วนที่ไม่เปิดเผยหรืออยู่ในระบบการเงินกำลังพัฒนาทั่วประเทศ การปล่อยกู้นอกงบบัญชีหรือการปล่อยกู้ในตลาดมืด ที่อาจคุกคามเสถียรภาพการเงินได้ หากไม่เข้าไปควบคุมดูแล
ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การเคลื่อนไหวเพื่อกวาดล้างปัญหาหนี้มากเกินไป เป็นความพยายามที่จำเป็นและใช้เวลานานเกิน ที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสำหรับเศรษฐกิจจีนที่อยู่ภายใต้การครอบงำรัฐบาล แต่กระนั้นก็ตามเป็นที่คาดการณ์กันว่าจีนจะยังขยายตัวได้เกือบ 8% ต่อปี และเศรษฐกิจยังคงสดใสอย่างมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
อีกเรื่องหนึ่งที่คอยเหนี่ยวรั้งการเติบโตของโลก คือ ความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะเริ่มลดนโยบายผ่อนคลายการเงิน ด้วยการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ คิวอี ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้อัดฉีดเงินกว่า 2 ล้านล้าน เข้าสู่ตลาดการเงินนับตั้งแต่ปลายปี 2551 พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์เพื่อดึงต้นทุนกู้ยืมลดลง ไอเอ็มเอฟชี้ว่า การคาดการณ์สหรัฐลดใช้คิวอี ทำให้ตลาดกำลังพัฒนาบางประเทศรู้สึกได้ถึงผลกระทบหลายอย่าง เช่น ผลกระทบในรูปของราคาหุ้นปรับลดลง และอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง
ยุโรปตกต่ำเกินคาด
รายงานยังอธิบายถึงความตกต่ำเกิดขึ้นกับ 17 ประเทศในกลุ่มยูโรโซนว่า กำลังก่อตัวสร้างปัญหาลึกเกินกว่าที่คาด เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไอเอ็มเอฟต้องปรับลดคาดการณ์จีดีพีโลก โดยยูโรโซน คาดว่าจะหดตัวลงมากขึ้นเป็น 0.6% จากเดิมคาดว่าขยายตัวติดลบ 0.4% ในปีนี้
ทั้งยังเตือนว่ายุโรปจำเป็นต้องดำเนินการให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการจ้างงานและสนับสนุนการเติบโตต่อเนื่อง การปฏิบัติเชิงนโยบายตลอดปีที่ผ่านมา ได้แก้ไขความเสี่ยงปลายน้ำที่สำคัญและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดการเงิน แต่ปัญหายังคงรุนแรงและฉุดการเติบโตทุกที่ในยุโรปให้ลดลง
"การดำเนินการเชิงนโยบายสอดคล้องพร้อมเพรียงกัน เพื่อฟื้นฟูสุขภาพการเงิน และสร้างความเป็นหนึ่งเดียวด้านธนาคารให้เสร็จสมบูรณ์เป็นสิ่งจำเป็น และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั่วยุโรปให้ลึกมากขึ้นเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มการเติบโตและสร้างงานได้ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี ควรมีบทบาทสำคัญฟื้นฟูให้ตลาดการเงินอยู่ในความสงบ" ไอเอ็มเอฟระบุในรายงาน
นอกจากนี้ไอเอ็มเอฟมองว่า การใช้นโยบายการเงินอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานความอ่อนแอของงบบัญชีธนาคารในยุโรปได้ ซึ่งอีซีบีสามารถให้ทุนเพิ่มเติมเพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อหดตัว จนกว่ามีการดำเนินการฟื้นฟูสุขภาพระบบธนาคารให้มั่นคงแบบครอบคลุมเสียก่อน และผลการเติบโตแบบอ่อนแอกับเงินเฟ้อไม่สูง การใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน มีแนวโน้มสนับสนุนให้เกิดดีมานด์ได้ โดยการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง จะหนุนให้เกิดดีมานด์ทั่วยูโรโซน และช่วยแก้ปัญหาแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ห่วงสหรัฐอ่อนแอเกินคาด
ไอเอ็มเอฟชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐตอนนี้ดูอ่อนแอลงกว่าคาดการณ์ไว้ พร้อมวิจารณ์ถึงสภาพแวดล้อมคุมเข้มทางการเงินและการคลัง ซึ่งนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟวิจารณ์บ่อยครั้งโจมตีสหรัฐ เรื่องการตัดลดการใช้จ่ายของรัฐบาล ด้วยการบอกว่ารัฐบาลสหรัฐตัดลดการใช้จ่ายมากเกินไปและเร็วเกินไป
รายงานไอเอ็มเอฟฉบับล่าสุด ได้ปรับลดคาดการณ์เติบโตของสหรัฐปีนี้เหลือ 1.7% จากเดิมให้ไว้ 1.9% เดือนเม.ย. และปรับลดการเติบโตของสหรัฐปีหน้าเหลือ 2.7% จากคาดการณ์เดิม 2.9% ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ปรับลดจีดีพีสหรัฐ เป็นเรื่องการตัดลดรายจ่ายแบบอัตโนมัติเพื่อคุมไม่ให้หนี้ของรัฐสูงเกินเพดานตามที่กฎหมายกำหนด (sequest)
เอชเอสบีซีหั่นจีดีพีไทย
ด้านธนาคารเอชเอสบีซี สถาบันการเงินชั้นนำอังกฤษ ได้เผยแพร่รายงานประเมินเศรษฐกิจเอเชียไตรมาส 3 ปีนี้ ระบุว่าได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยเหลือ 5% ส่วนปีหน้าปรับเพิ่มให้เป็น 6.2% จากเดิมเคยให้ไว้ 5.2% เหตุที่ปรับลดคาดการณ์เพราะเกิดการลงทุนชะลอตัวลงท่ามกลางนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักรใช้ในโรงงานลดลงกะทันหัน การบริโภคภาคเอกชนชะลอ ภาคครัวเรือนตัดลดใช้จ่ายเพื่อบริการและการซื้อสินค้าไม่คงทน
อย่างไรก็ตาม อีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า เอชเอสบีซี มองว่าการเปลี่ยนแปลงภาษีรายได้ที่น่าพอใจ อัตราว่างงานต่ำ ค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้น ไทยควรเห็นแนวโน้มการลงทุนและการบริโภคกลับคืนสู่ภาวะปกติ ทางธนาคารเอชเอสบีซีจึงทบทวน
ปรับเพิ่มจีดีพีไทยในปีหน้า
ในรายละเอียดของรายงานธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า การฟื้นตัวของโลกยังเปราะบาง การส่งออกของไทยยังคงทรงตัว การชะลอตัวของจีนยิ่งเพิ่มปัญหาให้เศรษฐกิจไทย โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งให้รายได้แก่เกษตรกรมากกว่าราคาตลาดทำให้ส่งออกสินค้าเกษตรตกต่ำลง ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกยังเบาบางอย่างน้อยจนถึงไตรมาส 3 ปีนี้ การเร่งส่งออกให้เติบโตไม่น่าจะเกิดขึ้นจนกว่าถึงไตรมาส4ปีนี้ จากคาดการณ์ที่ว่าการฟื้นตัวของโลกถูกแรงเหนี่ยวรั้งจนฟื้นตัวได้ยากขึ้น






