"เศรษฐกิจจีน-พ.ร.บ.การยางฯ" 2 ปัจจัยดันเอกชนลงทุนเพื่อนบ้าน
ในช่วงที่ผ่านมา ราคายางพาราอยู่ในภาวะตกต่ำ เพราะว่าได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งในปีที่ผ่านมาภาครัฐได้รักษาเสถียรภาพราคายางผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร โดยใช้งบประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่สามารถกระตุ้นราคายางให้สูงขึ้นตามที่คาดการณ์ได้
นายชโย ตรังอดิศัยกุล เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงภาวะอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2556 ว่า มีปัจจัยเสี่ยงจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.เศรษฐกิจจีนชะลอตัวจึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางไปจีน ซึ่งที่ผ่านมาไทยส่งออกยางผสมเขม่าดำไปจีนมาก แต่มีแนวโน้มลดลงเพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนชะลอตัว โดยในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนขยายตัว ส่งผลให้การส่งออกยางและราคายางในไทยสูงขึ้น แต่ขณะนี้จีนประกาศตัวเลขการผลิตรถยนต์ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนเริ่มอิ่มตัว
ทั้งนี้ จีนเป็นผู้บริโภคยางรายใหญ่ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 30% ของกำลังการผลิตโลก เมื่อจีนลดการบริโภคยางจึงเป็นเรื่องยากในการหาตลาดอื่นทดแทนได้ทันทีทั้งหมด โดยอาจส่งออกตลาดอินเดียบางส่วน เพราะอินเดียผลิตยางไม่พอใช้ภายในประเทศมาแล้ว 2 ปี แต่ความต้องการของอินเดียยังน้อยกว่าจีนมาก จึงอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องลดกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อ
2.การยกร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากและอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา คาดว่าจะประกาศใช้เป็นกฎหมายในเร็วๆ นี้ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะร่างกฎหมายนี้กำหนดให้การส่งออกผลิตภัณฑ์ยางต้องจ่ายภาษีส่งออก โดยจะมีรูปแบบคล้ายการเก็บเงิน CESS ซึ่งเก็บจากผู้ส่งออกยางพารา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พบว่าอาจมีส่วนกระทบอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและยานยนต์ คือ มาตรา 4 ซึ่งกำหนดนิยามของคำว่ายางไม่รวมผลิตภัณฑ์ยาง แต่อาจมีปัญหาที่คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยสามารถประกาศผลิตภัณฑ์ยางที่เข้าข่ายต้องเก็บภาษีส่งออกได้ ขณะที่ มาตรา 47 กำหนดว่าผู้ใดส่งออกยางพาราต้องเสียค่าธรรมเนียมให้การยางแห่งประเทศไทย แต่ยังไม่ได้กำหนดวิธีการคำนวณและให้อำนาจการยางแห่งประเทศไทยกำหนดหลักเกณฑ์การเก็บ ถ้าผู้ส่งออกรถยนต์ที่มียางล้อติดไปด้วย เท่ากับว่าผู้ผลิตรถยนต์เป็นผู้ส่งออกยางพาราและอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือภาษีส่งออกด้วย
"การเก็บภาษีส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางไทย เพราะราคาสินค้าส่งออกจะสูงขึ้น ที่ผ่านมาไทยส่งออกยางพาราในปริมาณสูง ขณะที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางน้อย และรัฐบาลพยายามส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง"
ทั้งนี้ หากจัดเก็บภาษีส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง จะส่งผลให้การผลิตผลิตภัณฑ์ยางในไทยสู้คู่แข่งไม่ได้ และจะมีผลต่อเนื่องถึงการลงทุนแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในไทย ทั้งการลงทุนจากผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตยางล้อในไทย เมื่อต้นทุนการส่งออกจากไทยสูงขึ้น ผู้ประกอบการเหล่านี้อาจย้ายไปผลิตในประเทศอื่นแทน
ที่ผ่านมา ภาครัฐไม่เคยสอบถามผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางว่ามีความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอย่างไร แต่กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ส.อ.ท. ให้ความเห็นต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า การเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมส่งออกจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านไปถึงวุฒิสภาแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงที่จะผ่านการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ในเชิงธุรกิจคงต้องยอมรับสภาพความเสี่ยงของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางที่จะเกิดขึ้น โดยการลงทุนแปรรูปในประเทศจะน้อยลง และจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแทนการลงทุนในไทย เช่น ยางล้อ ถุงมือยาง ส่งผลให้ไทยไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางได้ ซึ่งมีหลายประเทศที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพออกไปลงทุนได้ เช่น เวียดนาม กัมพูชาและ พม่า ส่วนลาวมีการปลูกยางพารา แต่มีแรงงานน้อยจึงไม่น่าสนใจลงทุน
สำหรับจุดเด่นของการไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน คือ ราคายางพาราต่ำกว่าไทย 10% เพราะว่าไม่มีการอุดหนุนหรือการแทรกแซงราคาเหมือนไทย โดยผลผลิตยางของประเทศเพื่อนบ้านยังน้อยเมื่อเทียบกับไทย แต่การปลูกยางในประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะยาว แม้ความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลกช่วงนี้อาจไม่สูงขึ้นมากนัก เพราะราคาน้ำมันทรงตัว ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ถูกกว่ายางธรรมชาติ แต่เศรษฐกิจในภูมิภาคที่ยังขยายตัวจะเป็นแรงผลักดันให้การปลูกยางและความต้องการใช้ยางธรรมชาติในภูมิภาคนี้สูงขึ้น
"ปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทย ไปลงทุนผลิตผลิตภัณฑ์ยางในประเทศเพื่อนบ้านไม่มาก เช่น ยางล้อจักรยานยนต์ แต่การเก็บภาษีส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยต้องไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีความพร้อมทั้งเรื่องทุนและเทคโนโลยี"









