วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกคาดแบงก์ครึ่งปีกำไรแสนล้าน

บล.เอเซียพลัสคาดกำไรกลุ่มแบงก์งวดครึ่งปีแรกคาดโต 25% แตะระดับ 1.07 แสน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน 1.28 แสนล้านบาท

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ประมาณการกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์งวดครึ่งแรกของปีนี้ โดย 10 แบงก์จะมีกำไรสุทธิรวมกัน 1.07 แสนล้านบาท เติบโตจากงวดเดียวกันปีก่อน 25.3% ที่มีกำไร 8.54 หมื่นล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1.28 แสนล้านบาท เติบโต 22.8% จากปีก่อนมีกำไร 1.04 แสนล้านบาท

บริษัททุนธนชาต มีกำไรเติบโตสูงสุดอยู่ที่ 6.30 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 111.7% จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 2.97 พันล้านบาท รองลงมาธนาคารเกียรตินาคิน อยู่ที่ 2.51 พันล้านบาทโต 80%จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 1.39 พันล้านบาท ธนาคารทหารไทย มีกำไร3.59 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.2%จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 2.07 พันล้านบาท

ธนาคารไทยพาณิชย์ กำไรอยู่ที่ 2.69 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.1%จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 2.04 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงไทย กำไรอยู่ที่ 1.75 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 27%จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 1.38 หมื่นล้านบาท และแบงก์ทิสโก้ กำไรอยู่ที่ 2.26 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.7%จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 1.75 พันล้านบาท เป็นต้น

ส่วนประมาณการกำไรไตรมาส2 ปีนี้ คาดว่า 10 แบงก์จะมีกำไรสุทธิรวม 5.59 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากไตรมาสแรกที่มีกำไร 5.11 หมื่นล้านบาท หากเทียบจากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 4.4 หมื่นล้านบาทเติบโต 26%

หากเทียบจากงวดเดียวกันปีก่อน ธนาคารที่มีกำไรเติบโตมากสุด คือ บริษัททุนธนชาต มีกำไรอยู่ที่ 4.34 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 151%จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 1.73 พันล้านบาท รองลงมา ธนาคารเกียรตินาคิน มีกำไร 1.34 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.9% จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 818 ล้านบาท แบงก์ทหารไทย มีกำไร 1.77 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 40.3%จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 1.26 พันล้านบาท

แบงก์ไทยพาณิชย์ มีกำไร 1.38 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.5% จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไรหมื่นล้านบาท และธนาคารกรุงไทย มีกำไร 9.02 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 20.1% จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไร 7.51 พันล้านบาท

สาเหตุที่ทำกำไรดีขึ้น เพราะคาดการณ์การเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิไตรมาส 2 ปีนี้ เพิ่มขึ้นถึง 3.2% จากไตรมาสแรก และ 11.2% งวดเดียวกันปีก่อน สอดคล้องกับคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อสุทธิในไตรมาส 2 ถึง 3% จากงวดไตรมาสแรก และ 12.6%จากงวดเดียวกันของปีก่อน รวมถึงการคาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อสุทธิปีนี้ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ 12.8%จากงวดเดียวกันปีก่อน

ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตของสินเชื่อทุกกลุ่ม ส่วนต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายส่วนใหญ่ ยังค่อนข้างทรงตัว หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงทำให้ NIM ในไตรมาส 2 ทรงตัวได้ที่ 2.95% ยังสอดคล้องกับเป้าทั้งปีนี้ที่ประเมินไว้ที่ 2.99% โดยที่สภาพคล่องของกลุ่มฯ ยังค่อนข้างตึงตัว

รวมถึงคาดการณ์การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมไตรมาส 2 ถึง 4.2% จากงวดไตรมาสแรกและ 26.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อนสูงเกินเป้าที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ที่ 18% จากงวดไตรมาสเดียวกันของปีก่อนไปมาก โดยคาดธ.พ.ส่วนใหญ่ยังแสดงการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่โดดเด่น โดยเฉพาะธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งมีการบันทึกรายได้ค่าธรรมเนียมฯ จากดีลกองทุนสาธารณูปโภคบีทีเอส เข้ามา

ส่วน ธ.พ. อื่นๆ ยังได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ การขายกองทุน และรายได้ค่านายหน้าจากธุรกิจหลักทรัพย์ที่แม้ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมจะชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก แต่ก็ยังสูงเกิน 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน

ส่วนประเด็นในเรื่องคุณภาพของสินทรัพย์ในงวดนี้ แม้จะเห็นการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลของธนาคารใหญ่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ได้เกิดจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเอ็นพีแอลเมื่อเทียบกับสินเชื่อรวมของทั้งกลุ่มฯ คาดยังทรงตัวได้ที่ 2.51% ทั้งนี้โดยรวมแล้วน้ำหนักของปัจจัยบวกยังสามารถหักล้างปัจจัยลบได้ทั้งหมด จึงเห็นกำไรสุทธิของทั้งกลุ่มฯ เติบโตต่อเนื่องในงวดนี้ โดยที่คาดการณ์กำไรสุทธิในครึ่งปีแรกคิดเป็น 51% ของประมาณการกำไรปีนี้ที่ประเมินไว้

รายงานระบุว่า แนวโน้มธุรกิจและกำไรครึ่งปีหลัง ยังเติบโตได้ตามเป้า เพราะเข้าสู่ฤดูกาลของสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมฯ แม้ความไม่แน่นอนของแนวโน้มการลงทุนภาครัฐที่อาจชะลอและล่าข้ากว่ากำหนด แต่ก็ไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการการเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 2556-2557 ที่ฝ่ายวิจัยคาด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิไตรมาส 2 และทั้งปี 2556 ตามคาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิปี 2556-2557 ของกลุ่มที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้

ฝ่ายวิจัยยังคงน้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดในหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยดัชนีหุ้นแบงก์ตั้งแต่ต้นปีนี้ ถึงปัจจุบันปรับตัวลดลง 1.6% ยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการปรับตัวขึ้นของเซท สวนทางกับพื้นฐานที่ยังเดินหน้าเติบโตด้วยแรงขับเคลื่อนหลักในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จากรอบไซเคิลการลงทุนใหญ่ของประเทศ ซึ่งยังหนุนด้วย พรบ.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมูลค่า 2 ล้านล้านบาท