โบรกฯคาดหุ้นกลุ่มพลังงาน"โรงกลั่น-ปิโตรเคมี"ฟื้นตัวนำตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง อานิสงส์"เศรษฐกิจสหรัฐฟื้น-ความวุ่นวายทางการเมืองของอียิปต์"
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า หุ้นกลุ่มพลังงาน จะเป็นกลุ่มหลักที่ปรับตัวดีกว่าตลาด (Outperform) ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ เพราะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และมีแรงขายจากต่างชาติค่อนข้างจำกัด เพราะเคลื่อนไหวต่ำกว่าตลาดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และยังมีบรรยากาศเชิงบวก จากการทรงตัวของราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์ ที่สูงกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในอียิปต์ เป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย ที่กดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับสูง เป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ทำให้หุ้นกลุ่มนี้เก็งกำไรรอบสั้นได้ เพราะนอกจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันแล้ว ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านบล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เป็นประเด็นสำคัญที่จะหนุนให้หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภายนอก (โกลบอล เพลย์) โดยเฉพาะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ซึ่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ฟื้นตัวตามความต้องการโลกที่กระเตื้องขึ้น แม้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
ขณะเดียวกันปัญหาการเมืองในอียิปต์ เป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลทางด้านปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโลก เพราะอียิปต์เป็นจุดยุทธ์ศาสตร์สำคัญในการลำเลียงน้ำมันในกลุ่มโอเปก โดยคิดเป็น 7% ของปริมาณผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก ส่งผลให้ล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบกระเตื้องขึ้นมายืนเหนือ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยจากต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ 104.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานของเอเซียพลัส ที่คาดไว้ ที่ระดับ100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้ และ 2557 ซึ่งเชื่อมีโอกาสการปรับเพิ่ม สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ตามมาด้วยดัชนีค่าระวางเรือที่ฟื้นตัวปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์
กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่า จะเห็นการฟื้นตัวอีกกลุ่มคือ กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ทั้งบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล (PTTGC) และ บริษัท ไออาร์พีซี ( IRPC) ซึ่งมีสัดส่วนกำไรจากโรงกลั่นน้ำมันคิดเป็น 85% 70% 25% และ 25% ตามลำดับ โดยนับจากสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิ.ย. พบว่าค่าการกลั่นสามารถเคลื่อนไหวในระดับ 7-9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 2 เดือนแรกของงวดไตรมาส 2 ผลจากฤดูกาลขับขี่รถยนต์ในสหรัฐ ส่งผลให้บางจาก และ ไทยออยล์ มีความโดดเด่นในฐานะที่มีกำไรหลักมาจากธุรกิจโรงกลั่น
แม้คาดว่าผลประกอบการกลุ่ม ปิโตรเคมี และโรงกลั่นน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในงวดครึ่งปีหลัง แต่งวดไตรมาส 2 ที่กำลังจะประกาศในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า จะมีแนวโน้มชะลอตัวจากงวดไตรมาสแรก จากค่าการกลั่นที่ลดลง ทำให้มีโอกาสเกิดการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน และมีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เชื่อราคาหุ้นปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว
บล.ทิสโก้ วิเคราะห์ วิเคราะห์ว่า พีทีทีโกลบอล และไทยออยล์ ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดทำจุดสูงสุดใหม่รอบ 14 เดือน จากความกังวลสถานการณ์ทางการเมืองในอียิปต์ โดยราคาหุ้นพีทีทีโกลบอลเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น หลังแย่กว่าตลาด นับตั้งแต่ต้นปี









