พาณิชย์เตือนส่งออกเร่งหาตลาดใหม่รับศก.จีนชะลอ แต่มั่นใจไม่ยืดเยื้อ เอกชนเผยส่งออกของไทยได้รับผลกระทบมากขึ้น
การขยายตัวเศรษฐกิจของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้จีนเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ขึ้นมาเป็นตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วนแต่ละปีถึง 12-13% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่เมื่อรัฐบาลดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยเน้นไปที่การดูแลเสถียรภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนชะลอลง
ภาคส่งออกของไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวตั้งแต่ต้นปี ซึ่งกลุ่มผู้ส่งออกจำเป็นต้องเร่งหาตลาดใหม่เพื่อมาทดแทน
ในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปีนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดจีนมากที่สุด คือเป็น 11.7% รองลงมา ได้แก่ ตลาดสหรัฐ 10.0% และ ญี่ปุ่น 10.0%
นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผู้ส่งออกควรมองหาตลาดอื่นมาทดแทน แต่ไม่ควรจะทิ้งตลาดจีนที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในครึ่งปีหลังตลาดสหรัฐจะกลับมาเป็นตลาดที่น่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง เพราะกำลังมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น เช่นเดียวกับยุโรป
"จีนจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงจนยืดเยื้อ หรือปล่อยให้ซึมลึก จึงควรใช้การจับตาตลาดจีนไว้ แต่ไม่ใช่การละทิ้ง"
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเช่นเดียวกันว่าผู้ส่งออกที่ทำตลาดจีนคงต้องมองหาตลาดในเอเชียทดแทนเพราะสินค้าที่ส่งออกไปจีนเป็นสินค้าที่ไม่ใช่สำหรับตลาดประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ซึ่งอาจมองที่ตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง
"การหาตลาดใหม่เป็นเรื่องระยะยาว ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วง 3-6 เดือน ดังนั้น ต้องมองการปรับตัวอื่นควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการปรับประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน โดยจะเป็นการช่วยประคองธุรกิจในช่วงที่มีคำสั่งซื้อลดลง เพื่อรอสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อาจดีขึ้นในปี 2557 และจะเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย"
นายวัลลภ กล่าวว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกไทยไปจีนมีสัดส่วน 11.7% ของการส่งออกไทยทั้งหมด เป็นอัตราส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับตลาดอื่น แต่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดจีนมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วมีสัดส่วน 12.03 % และการที่เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลงจะทำให้สัดส่วนการส่งออกไปจีนลดลงด้วย
"สัดส่วนการส่งออกอาจลดลงไม่มาก แต่การที่จีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดทำให้มูลค่าที่ลดลงค่อนข้างสูง"
ปัจจัยหลักที่อาจทำให้สัดส่วนการส่งออกไปตลาดจีนลดลงมาจากนโยบายรัฐบาลจีนที่ไม่ต้องการอุ้มสถาบันการเงินในประเทศและไม่กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศจึงไม่มีสินเชื่อเข้าระบบเศรษฐกิจ และไม่เกิดการลงทุนใหม่ รวมทั้งจีนเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกเมื่อเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจจีน และส่งผลต่อเนื่องถึงการบริโภคภายในประเทศจีน ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณอัตราเงินเฟ้อของจีนลดต่ำลงแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นลดลง
สำหรับสินค้าส่งออกของไทยที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวมากที่สุด คือ ยางพารา เคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยางพารา
ทั้งนี้ การบริโภคของจีนที่ลดลงมีผลต่อการนำเข้าสินค้าไทย เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ยางพารา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกของไทยไปจีนมีมูลค่า 11,024 ล้านดอลลาร์ ลดลง 0.92 %
กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางกระทบหนัก
ด้าน นายชโย ตรังอดิศัยกุล เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ส.อ.ท.กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาไทยส่งออกยางผสมเขม่าดำไปจีนมาก แต่มีแนวโน้มลดลงเพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนชะลอตัว เมื่อเทียบกับช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนขยายตัวจะทำให้การส่งออกยางและราคายางในไทยสูงขึ้น
จีนประกาศตัวเลขการผลิตรถยนต์ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนเริ่มอิ่มตัว รวมทั้งรัฐบาลจีนมีนโยบายชะลอเศรษฐกิจให้ขยายตัวไม่เกิน 8% มีผลให้ความต้องการรถยนต์ลดลง ซึ่งความต้องการยางของจีนลดลง ทำให้ราคายางในไทยลดลงจากกิโลกรัมละ 90-100 บาท เมื่อต้นปีนี้ เหลือกิโลกรัมละ 70-80 บาท
นายชโย กล่าวว่า จีนเป็นผู้บริโภคยางรายใหญ่ของโลกคิดเป็นสัดส่วน 30% ของกำลังการผลิตโลก และเมื่อจีนลดการบริโภคยางลงจึงเป็นเรื่องยากที่จะหาตลาดอื่นทดแทนจีนเพราะตลาดอื่นทดแทนจีนได้บางส่วน โดยอาจจะมองไปที่ตลาดอินเดียที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังขยายตัวและอินเดียผลิตยางไม่พอใช้ภายในประเทศมาแล้ว 2 ปี จึงอาจทำให้อินเดียต้องการนำเข้ายางจากไทยมากขึ้น
"ความต้องการของอินเดียก็ยังน้อยกว่าจีนมากและอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องลดกำลังการผลิตลงให้เหมาะสมกับคำสั่งซื้อที่มีเข้ามา"
อิเล็กทรอนิกส์ครึ่งปีหลังไม่ฟื้น
นอกจาก ยางพารา แล้ว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ปรับตัวลดลงอย่างมากเช่นกัน นายกมล ตรีวิบูลย์ รองเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. กล่าวว่า จีนเป็นผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก และไทยส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปจีนจำนวนมากเพื่อให้จีนประกอบสินค้า โดยไทยส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟไปจีน 50% ของการผลิตในไทยทั้งหมดเพราะจีนเป็นฐานการผลิตคอมพิวเตอร์ของโลก ซึ่งกำลังการผลิตคอมพิวเตอร์ของจีนในปัจจุบันสูงมากแต่ความต้องการในตลาดโลกยังคาดการณ์ได้ลำบาก ทำให้การผลิตของจีนต้องลดลงไปด้วย
"ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปจีน หลังจากนี้มีแนวโน้มลดลง เพราะการส่งออกไปสหรัฐและยุโรปของจีนยังไม่ฟื้นตัว แน่นอนว่า การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้ไม่น่าจะดีกว่าครึ่งแรกของปี โดยสินค้าที่จีนผลิตได้บริโภคเองไม่น้อย แต่ถ้าเทียบปริมาณส่งออกแล้วสูงกว่าบริโภคในประเทศมาก"
กลุ่มอาหารไม่ได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มอาหาร นายสมเกียรติ อนุราษฎร์ รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า กลุ่มสินค้าอาหารยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะเป็นสินค้าจำเป็นต่อการบริโภค แต่ก็ไม่ควรละเลยประเด็นค่าเงินที่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดความผันผวนได้อีก แม้ว่าขณะนี้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงมาแล้วก็ตาม ส่วนกลุ่มสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบที่ส่งไปจีนเพื่อนำไปผลิตต่อ จะได้รับผลกระทบแน่นอน
นายสมเกียรติ กล่าวว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจจีนในขณะนี้ว่าอาจจะชะลอตัวลง และจะกระทบต่อการส่งออกของไทย เพราะจีนส่งออกไปยังประเทศในสหรัฐและยุโรป ซึ่งทั้งสองตลาดนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงอีก การนำเข้าสินค้าบางกลุ่มจะได้รับผลกระทบทันที
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าครึ่งปีหลังนี้ การส่งออกจะยังมีเวลาในการปรับตัว เช่น การหาตลาดใหม่ การเฝ้าระวังสถานการณ์ตลาดปลายทางอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนการตลาดให้ทันกับเหตุการณ์ ในเบื้องต้น ยังประเมินว่าการส่งออกโดยรวมจะเป็นไปตามเป้าหมายใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ ขยายตัว 7% จากก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ว่า จะขยายตัว 8-9%
แนะปรับตัวหาตลาดใหม่ทดแทน
นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า แนวทางการปรับตัวอย่างหนึ่ง คือ การหาตลาดใหม่มาทดแทน รวมถึงการเร่งโปรโมทสินค้ากลุ่มอาหารให้มีอัตราเร่งในการขยายตัวให้เพิ่มขึ้น เช่น สินค้าข้าวเพื่อให้ภาพรวมการส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดี
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า รัฐบาลจีนจะมีมาตรการในการกำกับดูแลเศรษฐกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบมากในระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจมีผลกระทบทางจิตวิทยาต่อการบริโภค ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและสามารถหาเครื่องมือมาดูแลเศรษฐกิจได้มาก
"คิดว่าปัญหาจีนน่าจะเป็นเรื่องระยะสั้นและมีสินค้าบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ระยะยาวและสินค้ากลุ่มอาหารจะยังมีโอกาสต่อไป ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจโลก เชื่อว่าสหรัฐที่กำลังฟื้นตัวน่าจะเป็นโอกาสของการส่งออกไทยให้กลับคืนมาได้ แม้ฝั่งยุโรปจะยังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงต่อไป"นายสมเกียรติ กล่าว
"กลุ่มไลฟ์สไตล์" ทำตลาดเพิ่มในจีน
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานสหพันธ์กิฟต์อาเซียน ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ของขวัญของชำร่วย กล่าวว่า ไม่อยากให้มองตลาดจีนว่ากำลังจะชะลอ เพราะจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ยังมีหลายพื้นที่ที่ทางกลุ่มเข้าไปทำตลาดและประสบความสำเร็จอย่างดี โดยสมาชิกของสหพันธ์ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งกำลังเข้าไปทำตลาดในจีนและมีอัตราขยายตัวทางการค้ามากกว่า 100% ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของเอสเอ็มอี
"แต่กระแสข่าวว่าจีนกำลังชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการในกลุ่มหลายคนเกิดความกังวลใจ จนไม่อยากทำตลาดที่นี่เพิ่ม ทำให้สหพันธ์ต้องเข้าไปทำความเข้าใจและเดินหาสร้างฐานตลาดนี้ รวมถึงต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนต่อไป มีตัวเลขชัดเจนว่าจากที่ไปเปิดตลาดฝั่งตะวันตกของจีน แถบเสฉวน สินค้าของไทยกำลังประสบความสำเร็จมาก ผิดกับฝั่งตะวันออกที่อาจเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบบ้าง"
ส่งออกมันสำปะหลังยังสดใส
นายเจน วงศ์บุญสิน อดีตสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่จะไม่กระทบราคาและการส่งออกมันสำปะหลังไปตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก เพราะขณะนี้ไทยมีปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ สอดคล้องกับราคาข้าวโพดในจีนสูงขึ้น ทำให้ความต้องการมันสำปะหลังยังมีสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลผลิตของประเทศในภูมิภาคทั้ง เวียดนาม กัมพูชา และ ไทย ต่างมีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยเหมือนกันหมด ทำให้ภาพรวมการบริโภคมันสำปะหลังจะมากกว่าปริมาณผลผลิต
"แม้สินค้าจะเป็นที่ต้องการ แต่อยากให้รัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังผ่านการลงทุนสร้างลานมัน และให้เกษตรกรเก็บหัวมันมาทำเป็นมันเส้น แล้วตากแห้งเพื่อให้เก็บได้นานเป็นปี แทนที่จะขายเป็นหัวมันสด ซึ่งหากเกิน 24 ชั่วโมง เชื่อว่าแป้งในหัวมันจะลดลง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง ขณะที่การตากมัน หลังการสับแล้ว จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการแปรรูปดังกล่าวด้วย" นายเจน กล่าว








