วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองร้อน-ศก.นอกทรุด หั่นเป้าดัชนีหุ้น

"ซีแอลเอสเอ"หั่นเป้าดัชนีหุ้นไทย ผลพวง"การเมืองร้อน-เศรษฐกิจนอกทรุด"ฉุดดัชนีต่ำสุด 1,200 จุด ต่างชาติผวาโครงการ 2 ล้านล้าน ไม่ผ่านสภา

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) (CLSA) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า บริษัทได้ปรับเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ลงจากเดิม มองว่าจะอยู่ระดับ 1,650 จุด เหลือ 1,500 จุด จากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทั้งปัจจัยภายนอก หลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีนโยบายหยุดมาตรการคิวอี เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัว และความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุดไม่น่าจะโตต่ำกว่า 4% ที่น่าเป็นห่วงคือการคาดการณ์การส่งออกที่ยังค่อนข้างสูง ทั้งที่แนวโน้มเศรษฐกิจจีนชะลอ ขณะที่ทางฝั่งยุโรปก็ยังมีปัญหาอยู่ สำหรับซีแอลเอสเอ คาดการณ์ตัวเลขการส่งออกปีนี้จะขยายตัวประมาณ 5-6%

"โดยส่วนตัวเชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับลงก่อน มีโอกาสลงถึงระดับ 1,200-1,300 จุด ก่อนที่จะปรับขึ้นในช่วงสิ้นปี หรือต้นปีหน้า ซึ่งมองเป้าดัชนีปีหน้าอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่งในระยะยาว แต่ในระยะสั้นจะถูกประเด็นความเสี่ยงจากตลาดโลกและการเมืองในประเทศกดดันอยู่ แต่ปัจจัยภายนอกจะมีน้ำหนักมากกว่า อย่างไรก็ตามในมุมมองของซีแอลเอสเอ มองว่า มาตรการคิวอีของสหรัฐยังไม่จบ และมีแนวโน้มที่ทางธนาคารกลางยุโรป อาจจะมีมาตรการคิวอีออกมาหลังการเลือกตั้งของเยอรมนี"


กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ กล่าวต่อว่า ปัจจัยการเมืองจะเป็นประเด็นร้อนในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ หรือตั้งแต่การเปิดสมัยประชุมสภาในเดือนส.ค. ที่จะมีการพิจารณาโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท วาระ 2 และ เข้าวาระ 3 ในช่วงเดือนก.ย. โดยประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติค่อนข้างเป็นห่วง คือ โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะไม่สามารถผ่านสภาได้ อาจเป็นจุดที่นำไปสู่การยุบสภา และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เขากล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่ เห็นได้จากการโรดโชว์ที่ยังมีนักลงทุนเข้ามาฟังข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่นักลงทุนต่างชาติเริ่มกังวลและสอบถามถึงการเมืองไทยมากขึ้น โดยเฉพาะห่วงนโยบายลงทุน 2 ล้านล้านบาท ว่า จะสามารถผ่านการพิจารณาของสภา และเป็นไปตามกำหนดการหรือไม่ เพราะมีเรื่องการร้องศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับโครงการประมูลดิจิทัลทีวีว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หากการลงทุน 2 ล้านล้านบาทไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นักลงทุนต่างชาติคงจะขายหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง และรอบนี้จะเป็นการขายออกจริงๆ และจะขายหนักกว่ารอบที่ผ่านมา หลังจากการขายในรอบที่ผ่านมา ยังไม่ใช่การขายที่แท้จริง แต่ขายเพราะถูกบังคับขาย เนื่องจากผู้ถือกองทุนเรียกเงินกลับ โดยปัจจุบันต่างชาติยังมีเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท แต่ที่ผ่านมาขายออกไม่กี่หมื่นล้านบาท ดังนั้น ก็มีโอกาสขายหนักกว่านี้ แต่คงไม่ขายออกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนในแถบสหรัฐจะไหลออก แต่เม็ดเงินลงทุนจากกองทุนของญี่ปุ่นและจีน ก็มีแนวโน้มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น หลังจากญี่ปุ่นมีการพิมพ์ธนบัตรเข้ามาในระบบมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลจีนมีมาตรการผ่อนคลายให้กองทุนออกไปลงทุนต่างประเทศได้บ้าง

"ช่วงที่ผ่านมา แม้ต่างประเทศจะไม่ค่อยดี แต่สถานการณ์ในประเทศ ก็มีปัจจัยช่วยพยุง และมีการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาช่วยหนุน แต่หากในประเทศมีความเสี่ยงการเมืองเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นไทยก็จะโดน 2 เด้ง แต่หากนโยบายรัฐบาลเอื้อ ทำให้โครงการลงทุนต่างๆ เป็นไปตามแผน ก็จะช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยให้ไปต่อได้"นายปริญญ์ กล่าว

ช่วงนี้แนะนำนักลงทุนให้รอดูสถานการณ์ (wait & see) จนกว่าจะมีความชัดเจนทางด้านสถานการณ์การเมือง หรือแนะนำให้ลงทุนหุ้นรายตัวที่ยังมีการเติบโตสูง เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท การท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. (AOT) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) เป็นต้น