วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลตอบแทน 10% ความสุขของ “กวีพันธ์ เอี่ยมสกุลรัตน์”

เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมาแรง และเป็นทายาทคนที่ 2 ของเจ้าสัวธุรกิจน้ำเมาชื่อดัง

เป้าผลตอบแทนไม่ได้คาดหวังมากประมาณ 7 - 10% ก็พอใจแล้ว ถ้าตกลงมาเกินกว่าที่คิดก็ตัดขายไป แต่ถ้าราคายังไปได้ก็ถือต่อไป ตรงนี้ขึ้นกับความคาดหวังของนักลงทุนแต่ละคนมากกว่า

ถ้าพูดถึงเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบันคงต้องมีชื่อของ "กวีพันธ์ เอี่ยมสกุลรัตน์"กรรมการผู้จัดการ บจ.เค.อี.รีเทล ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม เค.อี.แลนด์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยรวมอยู่ด้วยแน่นอน

เขาเป็นทายาทคนที่ 2 ของเจ้าสัวธุรกิจน้ำเมาชื่อดัง "เกียรติ เอี่ยมสกุลรัตน์" ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มสุราทิพย์ เขาเคยทำงานในแวดวงตลาดทุนกับกลุ่มภัทรมานานกว่า 10 ปี ก่อนที่จะผันตัวเองมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยแจ้งเกิดกับโครงการคฤหาสน์สุดหรูระดับมาสเตอร์พีซ ราคา 18 - 80 ล้านบาท "คริสตัล พาร์ค (Crystal Park)" ริมถนนเลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา วันนี้เขาจะมาแชร์มุมมองในด้านการลงทุนให้ฟังกัน

กวีพันธ์ บอกว่า ส่วนตัวทำธุรกิจจึงมีการแบ่งเงินส่วนหนึ่งเอาไว้สำหรับยามเกษียณและเงินที่จะให้ลูกเรียนอีกส่วนก็จะอยู่ในตัวธุรกิจที่คงคาดหวังให้ธุรกิจเติบโตไปอย่างยั่งยืนในอนาคต ในส่วนเงินที่มาบริหารเองนั้นประมาณ 60% จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ค่อนข้างมีความปลอดภัย เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ ,หุ้นกู้ ,พันธบัตรรัฐบาล และเงินฝากธนาคาร อีก 40% ก็ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงหน่อย เช่น หุ้น โดยในส่วนที่ลงทุนในหุ้น 100% นั้น จะแบ่ง 75% ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีและอีก 25% ที่เหลือจะลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงขึ้นมามากหน่อย

โดยจะแบ่งสรรเงินลงทุนตามระดับความเสี่ยงเป็นขั้นบันไดไป โดยคาดหวังผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนเอาไว้เฉลี่ยที่ประมาณ 7 - 10% ต่อปี เนื่องจากตัวเองทำธุรกิจส่วนตัวด้วยไม่มีเวลาที่จะไปศึกษาและติดตามตลาดก็จะใช้บริการมืออาชีพด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวมด้วยส่วนใหญ่แต่ก็จะมีที่แบ่งไว้ 25% เอาไว้บริหารเองไปซื้อลงทุนหุ้นด้วยตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งหุ้นที่เลือกจะเน้นหุ้นที่มีความแข็งแรงทางธุรกิจ มีแบรนด์ที่ดี มีอัตราเงินปันผลใช้ได้ 2 - 3% ขึ้นไป เพราะตัวเองเป็นคนค่อนข้างระมัดระวัง ในแง่ของผลตอบแทนคาดหวังก็ไม่ได้มองสูงอะไรแค่ 7 - 10% ไม่ใช่ระดับ 10 - 15% แต่ประการใด

"หุ้นบริษัทที่แข็งแกร่งและได้พิสูจน์มาแล้วว่าสถานการณ์เศรษฐกิจขึ้นๆ ลงๆ หุ้นแบรนด์ดีๆ ค่อนข้างจะอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งในส่วนของหุ้นที่ลงทุนเองนี้ก็จะมีบางส่วนที่กันไว้ไม่มากนักประมาณ 10% ที่อาจจะเอาไปลงทุนในหุ้นที่หวือหวาบ้างที่อาจจะมีความเสี่ยงขึ้นมากหน่อยทั้งในแง่ของกำไรและขาดทุนแต่ก็จะพยายามกระจายการลงทุนในหุ้นไปให้หลากหลายแต่ก็ไม่ได้ถือหลายตัวประมาณ 5 - 6 ตัวเท่านั้น ไม่ได้ทุ่มตัวเดียวไปทั้งหมด เพราะลงทุนหุ้นรายตัวต้องคอยติดตามจะถือมากตัวก็คงติดตามไม่ไหวเช่นกัน ส่วนใหญ่จะลงทุนผ่านกองทุนรวมและลงทุนผ่านโปรแกรมเทรดหุ้นของบล.บัวหลวงเป็นการซื้อขายหุ้นตามโปรแกรมที่เขาเอามาเสนอบ้าง"

กวีพันธ์ ยังบอกอีกว่า การลงทุนในหุ้นก็มีกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนในใจไว้บ้างเช่นกันแต่ก็ไม่ตายตัวว่าหุ้นขึ้นมาถึงระดับนี้แล้วจะต้องขายเสมอไป เช่น ลงทุนในหุ้นตัวหนึ่งถ้าราคาขึ้นมาแล้วเรามองว่าราคายังไปต่อได้ก็ปล่อยถือต่อไป (Let’s Profit Run) แต่ถ้าราคาลงมาต่ำกว่าระดับที่คิดเอาไว้ก็อาจจะพิจารณาขายออกไปบ้างจะมองเป็นเป้าหมายในระยะยาวมากกว่าไม่ได้มีการหมุนหุ้นเร็ว เพราะหุ้นที่เลือกจะมองจากพื้นฐานถ้ามองว่าพื้นฐานยังดีอยู่ก็จะปล่อยไว้ยาวได้แต่ถ้ามองว่าพื้นฐานระยะยาวเปลี่ยนไปก็จะกลับมาพิจารณาดูเป้าหมายกันอีกครั้ง เพราะตัวเองมีประสบการณ์บาดเจ็บจากการลงทุนในหุ้นมาในอดีตเช่นกันในบางครั้งที่หุ้นที่ถือปรับตัวลงมาแล้วไม่ได้ขายราคาก็จะตกไปเรื่อยๆ ก็ยังถือไว้เพราะเคยเห็นราคาหุ้นมันสูง

"ตรงนั้นก็กลับมาเป็นประสบการณ์ที่สอนตัวเอง เดี๋ยวนี้เป้าผลตอบแทนไม่ได้คาดหวังมากประมาณ 7 - 10% ก็พอใจแล้ว ถ้าตกลงมาเกินกว่าที่คิดก็ตัดขายไป แต่ถ้าราคายังไปได้ก็ถือต่อไป ตรงนี้ขึ้นกับความคาดหวังของนักลงทุนแต่ละคนมากกว่า แต่ส่วนใหญ่แล้วจะศึกษาอ่านดูบทวิจัยในอุตสาหกรรมที่น่าสนใจแล้วไปเลือกหุ้น เช่น โรงพยาบาล ประกันชีวิต ในระยะยาวก็ยังดี อัตราเงินปันผลก็ดี เป็นต้น จะไม่เล่นหุ้นปั่นเลย"

ถ้าไม่มีเวลาศึกษาและติดตามตลาดการฝากให้มืออาชีพบริหารให้น่าจะดีกว่า นอกจากนี้ควรจะมีการกำหนดเป้าหมายผลตอบแทนคาดหวังของตัวเองเอาไว้ ไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่น ส่วนตัวพอใจผลตอบแทน 10% ก็มีความสุขของเราไปไม่ต้องไปอิจฉาคนอื่นที่อาจจะทำได้มากกว่าแล้วพยายามรักษาผลตอบแทนคาดหวังในระยะยาวระดับนี้เอาไว้ให้ได้น่าจะดีกว่า ที่สำคัญควรจะมีการแบ่งเงินให้ชัดเจนว่าเงินส่วนไหนมีความเสี่ยงหรือไม่มีความเสี่ยง ส่วนตัวเงินลงทุนที่บริหารเองจะมีไม่มากประมาณ 25% ส่วนใหญ่อีก 75% จะลงทุนผ่านกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคลเป็นหลักก็ค่อยๆ เลือกดูว่าบลจ.ไหนสามารถลงทุนได้อย่างในสิ่งที่เราคิดว่าควรจะเป็นก็เลือกที่เหมาะกับตัวเอง แต่ในส่วนที่ลงทุนด้วยตัวเองก็ดีที่ช่วยทำให้ตัวเราต้องติดตามตลาดว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

"ในส่วนกองทุนอสังหาริมทรัพย์เองก็น่าสนใจสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะประเภทค้าปลีก หรือคลังสินค้าเป็นสิ่งที่มีรายได้เรื่อยๆ แม้กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยจะไม่ใหญ่มากแต่นักลงทุนก็น่าจะสามารถกระจายการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ด้วยตัวเอง อัตราผลตอบแทน 6 - 7% ก็ถือว่าใช้ได้ และใช้เงินลงทุนน้อยกว่าไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์โดยตรงด้วยตัวเองด้วย ตรงนั้นนักลงทุนต้องมีเงินเย็นที่เก็บได้ยาวๆ แต่ถ้านักลงทุนทั่วไปแล้วกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็ถือเป็นการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) ที่น่าสนใจอีกสินทรัพย์หนึ่งที่ควรมีไว้ในพอร์ตเช่นกัน"

กวีพันธ์
แนะนำว่า การลงทุนสิ่งสำคัญคือการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนก็ตาม จะลงทุนในหุ้นหรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ถ้าสามารถกระจายการลงทุนได้ จะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับพอร์ตการลงทุน แต่ต้องทำในระดับที่เหมาะสมและสามารถติดตามดูแลได้ด้วย