เงินบาทกลับมาอ่อนค่ากว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากหลากหลายปัจจัยความกังวลตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยสภาพคล่องทยอยไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์หลังสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.40% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 2.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 8-12 ก.ค. 2556 ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ อีกทั้งจะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารด้วย ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะทรงตัวใกล้ระดับ 2.50%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.43% ในวันศุกร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นเหตุให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดพันธบัตร ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ จากแรงขายของต่างชาติ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.48% ในวันพุธ ลดลงเมื่อเทียบกับระดับ 2.53% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ หลังเครื่องชี้ภาคการผลิตสหรัฐฯ ออกมาดี ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในวันพุธ โดยมีแรงขายทำกำไร ก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในวันศุกร์ ทั้งนี้ ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ปิดทำการในวันพฤหัสบดี เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทกลับไปอ่อนค่ากว่าระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ฯ อีกครั้ง เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนที่ได้รับปัจจัยบวกจากข้อมูล PMI ภาคการผลิตของหลายประเทศที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี เงินบาทล้างช่วงบวกดังกล่าวลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ตามปัจจัยทางเทคนิค ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่ออกมาดี สนับสนุนการคาดการณ์การถอยออกจากมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายในสิ้นปี 2556
ในวันศุกร์ (5 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.10 ใกล้เคียงกับระดับ 30.97 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (28 มิ.ย.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (8-12 ก.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.90-31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาการตอบรับของตลาดหลังรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครายงานโดยรอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกน (เบื้องต้น) เดือนก.ค. ดัชนีราคาผู้ผลิต งบประมาณของรัฐบาลกลางเดือนมิ.ย. สต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนพ.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 18-19 มิ.ย. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ตลาดการเงินไทยยังน่าจะจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของกนง.ในวันที่ 10 ก.ค.นี้อีกด้วย
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ หลังขยับแข็งค่าขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ท่ามกลางความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากทิศทางที่ดีขึ้นของดัชนี PMI ภาคการผลิตของหลายๆ ประเทศ (ยกเว้นจีน) อย่างไรก็ดี เงินยูโรกลับมาทยอยอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ท่ามกลางปัญหาการเมืองในโปรตุเกส และกระแสการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจเริ่มลดวงเงินของมาตรการ QE ได้ภายในช่วงปลายปีนี้ หลังจากที่ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมิ.ย. ของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิต และตัวเลขการจ้างงานในภาคเอกชน ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ เงินยูโรยังเผชิญแรงขายเพิ่มเติม หลังสัญญาณจากถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางยุโรปสะท้อนว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจยูโรโซนที่ยังมีความเสี่ยงในช่วงขาลง
เงินเยนทยอยอ่อนค่าไปที่ระดับ 100 เยนต่อดอลลาร์ฯ อีกครั้ง หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัว ยังคงออกมาดีกว่าที่คาด อนึ่ง เงินเยนดีดตัวแข็งค่าขึ้นในฐานะสกุลเงินที่ปลอดภัยช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาการเมืองในอียิปต์ และความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลโปรตุเกส
ในวันศุกร์ (5 ก.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.2886 เทียบกับ 1.3008 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (28 มิ.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 100.02 เทียบกับ 99.12 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รวมถึงความล่าช้าของโครงการลงทุนภาครัฐ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,441.33 จุด ลดลง 0.73% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 25.52% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 43,999.55 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยและ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 398.59 จุด เพิ่มขึ้น 1.63% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับจากนักลงทุน ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ จากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ความกังวลในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งความไม่แน่นอนของโครงการลงทุนภาครัฐ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นปรับฟื้นตัวในวันศุกร์ โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 8-12 ก.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงผันผวนต่อเนื่อง โดยจับตามองรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ บันทึกการประชุมเฟด และ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Mich. Consumer Sentiment) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,419 และ 1,343 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,475 และ 1,492 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้นท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาค่อนข้างดี โดยเมื่อวันพุธ ดัชนี DJIA ปิดที่ 14,988.55 จุด เพิ่มขึ้น 0.53% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ จากแรงหนุนจากสัญญาณความแข็งแกร่งในภาคการผลิต ก่อนที่จะปรับลดลงในวันอังคารจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่สงบในอียิปต์ จากนั้น ตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลการจ้างงานรายสัปดาห์ที่ออกมาดี ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันพฤหัสบดี เนื่องในวันประกาศอิสรภาพ
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้น หลังเงินเยนอ่อนค่าลง โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 14,309.97 จุด เพิ่มขึ้น 4.63% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเยน ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง หลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของจีนปรับตัวลดลง รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการเมืองในอียิปต์และโปรตุเกส อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ จากแรงหนุนที่ธนาคารกลางยุโรประบุว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง









