"กิตติรัตน์"ยันพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่ได้ตีเช็คเปล่า เหตุศึกษา วางแผนงานอย่างละเอียด
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" เนื่องในงานการประชุมวิชาการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 4 โดยนายกิตติรัตน์ กล่าวตอนหนึ่งว่า การจะปฏิรูปประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ต้องเป็นการพัฒนาประเทศที่ครอบคลุมทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่ทำได้ง่าย ๆ เมื่อครั้งรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ ได้วางเป้าหมายในการพัฒนาไว้ 3 ประการ คือ การนำประเทศก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน การสร้างความปรองดองสามัคคีของคนในชาติ การเตรียมความพร้อมนำประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการหลายอย่าง เพื่อไปสู่เป้าหมายต่างๆ
โดยขณะนี้เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่สำคัญ คือการที่รัฐจะลงทุนในโครงการระยะยาว เริ่มจากโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน แต่เดิมโครงการนี้มีการเสนอตั้งแต่ปี 2542 โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นผู้เสนอ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากองค์การความร่วมมือของญี่ปุญ หรือ ไจก้า แต่ในครั้งนั้นประเทศเพิ่งผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง และไม่คิดว่าประเทศจะเกิดอุทกภัยใหญ่ จนเมื่อ 2 ปีก่อนประเทศเกิดอุทกภัยใหญ่ รัฐจึงจำเป็นต้องดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงทำให้เราสามารถบริหารเรื่องการระบายน้ำได้ แต่ยังช่วยให้เราจัดการน้ำแล้งได้ด้วย
นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีการลงทุนด้านโทรคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของกระทรวงการคลังเพื่อที่จะกู้เงิน ซึ่งโครงการดังกล่าวจะมีการจัดการระบบรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง เพื่อใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร สินค้าการเกษตร ซึ่งถือมีความสำคัญ ถ้าเราไปศึกษาพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน อย่างรอบคอบ จะพบว่าไม่ใช่ร่างพ.ร.บ.ที่เป็นการตีเช็คเปล่าอย่างที่กล่าวหากัน แต่เป็นการเสนอแผนงาน ตารางเวลาแต่ละขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน โครงการเกษตรโซนนิ่งที่รัฐบาลได้พยายามทำมาปีกว่าๆ จนสามารถได้แผนที่ที่มีมาตราวัดเชิงซ้อนถึง 13 ชั้น ทำให้ทราบว่ามีความผิดปกติในหลายเรื่อง เช่น สินค้าเกษตรบางราย ถูกผลิตในพื้นที่ป่าสงวน โรงงานที่แปรรูปสินค้าการเกษตร มีที่ตั้งที่ไม่เหมาะสมกับการขนส่ง การดำเนินการส่วนนี้แม้จะใช้เวลามาก แต่ก็เชื่อว่าจะคุ้มต่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน
นายกิตติรัตน์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนด้านสังคมนั้น มีตัวเลขที่น่าสนใจจากหลายหน่วยงานที่เห็นตรงกันว่า สังคมไทยยังอยู่ในภาวะรวยกระจุก จนกระจาย คุณภาพการศึกษาอยู่ในอันดับที่แย่ลง โดยมีผลสำรวจล่าสุดคุณภาพการศึกษาของกลุ่มประเทศ 56 ประเทศ พบว่า คุณภาพการศึกษาของไทยตกลงมาต่ำกว่าเดิม จากระดับที่ 49 มาเป็น 51 ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง รวมทั้งยังมีปัญหาคุณแม่วัยใส ขณะที่ในด้านการเมือง ความขัดแย้งในประเทศ ทำให้ไทยคล้ายกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีลักษณะเดียวกัน ซึ่งส่งผลให้เราขาดรายได้ในด้านการท่องเที่ยว การเจริญเติบโตในด้านต่างๆลดลง และอาจทำให้ประเทศล้าหลัง ดังนั้น หากจะปฏิรูปประเทศ เห็นว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วม ในการที่จะพัฒนาและนำพาประเทศไปสู่จุดนั้น








