วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ยูนิลีเวอร์'มั่นใจธุรกิจไทย-อาเซียนโต

ยูนิลีเวอร์ ไม่หวั่นจีนส่งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอ เชื่อกระทบเศรษฐกิจโลกระยะสั้น มั่นใจธุรกิจไทย-อาเซียนยังขยายตัวต่อเนื่อง

นายบาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย และอินโดจีน เปิดเผยว่าจากสถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัว เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แต่เป็นเพียงช่วงสั้นเท่านั้น เพราะระยะยาวเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในภาวะขาขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังผันผวน เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก แต่โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยและอาเซียน ยังมีการเติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ส่วนภาพรวมกำลังซื้อผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะขยายตัวในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของจีดีพี ประเทศ

"เศรษฐกิจไทยในระยะยาวถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้ว่าตั้งแต่ต้นปีนี้ จีดีพีจะปรับขึ้นลงบ้าง แต่ภาพรวมถือว่าทรงตัว ทำให้ผลประกอบการด้านรายได้และกำไรของบริษัทยังเติบโตได้ และมีตัวเลขสูงกว่าภาพรวมตลาด" นายบาวเค่อ กล่าว

สำหรับแผนการลงทุนของยูนิลีเวอร์ในขณะนี้ ได้กลับเข้าไปลงทุนผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศพม่าอีกครั้ง หลังจากได้ถอนการลงทุนออกไปเมื่อ 80 ปีก่อน ล่าสุดบริษัทเตรียมงบประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานใหม่จำนวน 2 แห่ง โดยโรงงานแรกเป็นฐานการผลิตเครื่องปรุงรสแบรนด์ "คนอร์" เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคชาวพม่าที่นิยมสินค้าดังกล่าว โดยโรงงานได้เดินเครื่องผลิตไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนโรงงานแห่งที่ 2 จะเปิดดำเนินการในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฐานผลิตสินค้าดูแลเส้นผมแบรนด์ "ซันซิลและเคลียร์" ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า เช่น พอนด์ส เป็นต้น ทั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ในไทยจะสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิต การฝึกอบรมเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานให้กับชาวพม่าในประเทศไทย เพื่อกลับไปทำงานที่ประเทศพม่า นอกจากนี้ได้ส่งทีมงานจากไทย 20 คนไปฝึกให้กับแรงงานในพม่าด้วย

ทั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ ได้เข้าไปลงทุนที่พม่าด้วยการตั้งบริษัท ยูนิลีเวอร์ เมียนมาร์ และสร้างโรงงานซึ่งลงทุนเอง 100% ในอนาคตจะยังเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจและการลงทุนในพม่า ซึ่งจะทำให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตไปด้วยทั้งระบบ

นายบาวเค่อ กล่าวอีกว่าโมเดลการขับเคลื่อนธุรกิจยูนิลีเวอร์จากนี้ไปจะอยู่ภายใต้แนวคิด "แผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน" ซึ่งเป็นโมเดลธุรกจใหม่ที่เริ่มใช้พร้อมกันทั่วโลกเมื่อปี 2553 โดยมีเป้าหมายสูงสุด 3 ด้าน ได้แก่ ขยายธุรกิจทั่วโลกให้เติบโต 2 เท่า หรือมียอดขาย 8 หมื่นล้านยูโร หรือราว 3.2 ล้านล้านบาท จาก 4 หมื่นล้านยูโร หรือราว 1.6 ล้านล้านบาท, ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลง 50% ภายในปี 2563 และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยแผนดังกล่าวยังช่วยให้ยูนิลีเวอร์ทั่วโลกประหยัดการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากรน้ำ บรรจุภัณฑ์ฯลฯ และลดต้นทุนได้ถึง 400 ล้านยูโร หรือราว1,400 ล้านบาท

สำหรับในประเทศไทยมีการปรับลดใช้พลังงานด้วยการเปลี่ยนระบบการใช้พลังงานในรถยนต์ของทีมขายจากน้ำมัน เป็นแก๊สแอลพีจีหลายร้อยคัน ปรับดีไซน์บรรจุภัณฑ์สินค้าใหม่เพื่อลดการใช้วัตถุดิบกระดาษ พลาสติก ผลิตสินค้าสินค้าที่ลดใช้ทรัพยากรน้ำ เช่น ผงซักฟอกสูตรน้ำ โดยบริษัทจะเน้นสื่อสารการตลาดให้ผู้บริโภครับรู้ถึงประโยชน์การใช้สินค้าดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง