ปตท. เตรียมทบทวนแผนลงทุน 5 ปี ในเดือนส.ค. นี้ รับเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ขณะที่ "บาร์เคลย์ส" ชี้เศรษฐกิจจีนเสี่ยงลง 'แรง' หมดยุคโตระดับ 10%
แนวโน้มเศรษฐกิจจีน การชะลอตัวและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้านี้มีแผนการขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศ เริ่มทบทวนผลกระทบแผนขยายการลงทุน
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวว่าในเดือนส.ค. นี้ ปตท.จะมีการพิจารณาทบทวนแผนลงทุนของบริษัท ซึ่งต้องมีการทบทวนทุกครึ่งปี เพื่อพิจารณาการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยทำให้ ปตท.ต้องปรับแผนการลงทุนในบางส่วน
คณะกรรมการ ปตท. อนุมัติแผนการลงทุน 5 ปี (2556-2560) เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2555 วงเงินรวม 366,474 ล้าน แบ่งเป็น ลงทุนก๊าซธรรมชาติ 30% น้ำมันและการค้าระหว่างประเทศ 14% ลงทุนบริษัทลูก 53% และ สำนักงานใหญ่ 3% ซึ่งตามแผนดังกล่าว ปตท. จะมีการลงทุนรวม 98,845 ล้านบาท และในปี 2557 ลงทุน 75,634 ล้านบาท
"จีนเป็นตลาดใหญ่ และเป็นคู่ค้าสำคัญ ถ้าเศรษฐกิจจีนชะลอ ก็ย่อมส่งผลกระทบบ้าง ปตท. คงไม่ถึงขั้นต้องลดการลงทุน ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบแผนลงทุน 5 ปี ที่กำหนดงบลงทุนไว้ 3.6 แสนล้านบาท แต่บางโครงการที่ยังไม่จำเป็นต้องทำ อาจจะต้องเลื่อนออกไป บางโครงการก็ต้องทบทวนใหม่ ดูว่าในสถานการณ์ตอนนี้ทำได้หรือไม่ได้"
นายสุรงค์ ย้ำว่า นโยบายการลงทุนของปตท. จะเน้นการลงทุนที่พอดีและมั่นคง หรือ ฟิตแอนด์เฟิร์ม (FIT & FIRM) เพื่อให้บริษัทมีความแข็งแกร่ง และยังคงมุ่งเน้นการแสวงหาการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งในแถบอเมริกาเหนือยังมีความน่าสนใจ
สภาพคล่องตลาดโลกลด ไม่กระทบ
นายสุรงค์ กล่าวว่า สภาพคล่องในตลาดโลกลดลงจากการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) อาจจะส่งผลให้การระดมทุนในตลาดต่างประเทศยากขึ้น แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบกับบริษัท เนื่องจากที่ผ่านมาปตท.ได้ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้แล้ว 1.1 พันล้านดอลลาร์ และยังมีวงเงินกู้กับทางธนาคารของญี่ปุ่นอีกกว่า 300 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องเพียงพอ
บล.ทรีนีตี้ วิเคราะห์ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ ปตท. ไตรมาส 2 ปีนี้ จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสแรก จากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทย่อยที่ลดลง โดยเฉพาะบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และ บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ากำไรสุทธิของทั้ง 2 บริษัทลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้
ทั้งนี้ เป็นผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันดิบ การหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและปิโตรเคมีเป็นเวลา 30 วัน และค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินที่อ่อนตัวลง ขณะที่ปตท.เองมีแผนจะลดกำลังการผลิตโรงแยกก๊าซธรรมชาติโรง 1 และโรงแยกก๊าซฯ 6 ทำให้ปริมาณการผลิตลดลง อย่างไรก็ตาม ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ของ ปตท. ที่ 1.15 แสนล้านบาท
การปรับราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลพีจี) นั้น จากการศึกษาผลกระทบจากการปรับราคาภาคครัวเรือนต่อผลประกอบการของปตท. และมูลค่าพื้นฐาน แบ่งเป็น 3 กรณี คือ 1.เลื่อนการปรับราคาออกไปเป็นปี 2557 2.ปรับราคาขึ้นเท่ากับภาคขนส่ง และ 3.ปรับราคาขึ้นเท่ากับราคาตลาด ทั้ง 3 กรณี พบว่า ผลตอบแทนต่อหุ้น (อีพีเอส) ปี 2556-2557 จะเพิ่มขึ้น 0-0.74 บาท และ 2.54-4.54 บาท
ขณะที่ ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ในช่วง 429-442 บาท เพิ่มขึ้น 5-15% เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายเดิม เชื่อว่าท้ายที่สุดราคาแอลพีจี และก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) จะต้องมีการปรับขึ้น เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ช่วงปลายปี 2558 และเป็นการบรรเทาภาระผู้ใช้น้ำมันสำเร็จรูป
ราคาหุ้นบริษัท ปตท. หรือ PTT ปิดตลาดวานนี้ (4 ก.ค.) เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 0.88% อยู่ที่ 342.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 982.49 ล้านบาท
บาร์เคลย์ส วิตกศก.จีนลงแรง
บาร์เคลย์ส วาณิชธนกิจชั้นนำจากยุโรป ได้เผยแพร่งานวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ว่า โอกาสที่เศรษฐกิจจีนจะเผชิญภาวะตกลงกระแทกอย่างแรง (hard landing) และจีดีพีรายไตรมาสขยายตัวเพียง 3% นั้น มีมากขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า หากคาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ย่อมหมายถึงการเดิมพันด้วยการเติบโตและเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก
รายงานของบาร์เคลย์ส ให้ข้อมูลว่า หลังจากดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สินเชื่อโดยรวมของจีนได้เพิ่มขึ้นจาก 9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2551 เป็น 23 ล้านล้านดอลลาร์ ช่วงต้นปี 2556 ขณะที่สัดส่วนของสินเชื่อต่อจีดีพีก็ขยายตัวอย่างพรวดพราดเช่นกัน จากระดับ 75% ของจีดีพี ไปเป็น 200%ของจีดีพี โดยกลุ่มประเทศที่มีประสบการณ์การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อเป็นระยะเวลาหนึ่ง จะยุติลงด้วยการปรับตัวทางเศรษฐกิจที่มีแต่ความเจ็บปวด
"สิ่งที่เราคิดและวิตกกังวลมากขึ้นสำหรับจีน คือ ความแตกต่างในอัตราการเติบโตระหว่างสินเชื่อที่มากกว่า 20% และจีดีพีแท้จริงต่ำกว่า 10% ในช่วงไม่กี่ไตรมาสที่ผ่านมา" บาร์เคลย์ส ระบุ
ชี้จีนหมดยุคโตระดับ 10%
งานวิเคราะห์ชี้ว่า วันคืนที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนระดับ 10% นั้น หมดไปแล้วสำหรับจีน และ บาร์เคลย์ส ประเมินว่าศักยภาพการเติบโตของจีนตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 6%-8% อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ดำเนินการระมัดระวังเสียทีเดียว เพราะว่ารัฐบาลใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภค ทั้งด้านพลังงาน น้ำและการขนส่ง มาตั้งแต่ต้นปี 2555 แต่ขนาดของการลงทุนถูกจำกัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับโครงการก่อนหน้านี้
"ตราบเท่าที่อัตราว่างงานกับดัชนีผู้บริโภค ไม่สร้างความแปลกใจ เราไม่คาดว่ารัฐบาลจะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ออกมาใช้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเติบโต และอัตราการเติบโตขั้นต่ำสุดที่ยอมรับได้ก็ปรับลงมา จากระดับ 8% ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เหลือ 7% ในตอนนี้ และอาจลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า"
บาร์เคลย์ส สรุปด้วยว่า ในระยะสั้น การสร้างสมดุลและปรับตัวสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ บ่งชี้ว่าจะเกิดความเสี่ยงช่วงขาลงต่อเนื่องทั้งในแง่การเติบโตทางเศรษฐกิจและราคาสินทรัพย์ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มที่จะเกิดได้มากขึ้นจากสมมติเป็นช่วงขาลง
ทีมงานบาร์เคลย์ส คาดว่า การเติบโตของจีน อาจเผชิญภาวะตกลงอย่างแรง ซึ่งหมายถึงการเติบโตรายไตรมาส ตกลงเหลือ 3% หรือต่ำกว่านี้ ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า







