วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุด

ม.หอการค้าไทยเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย.ทุกรายการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ปัจจัยลบรุม ระบุคนห่วงปัญหาการเมืองในประเทศสูงสุด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิ.ย. 2556 จากการสำรวจประชาชน 2,242 คน เท่ากับ 71.8 ลดลงจากเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 72.8 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เท่ากับ 73.5 ลดลงจาก 74.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 99.3 ลดลงจาก 100.4 โดยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

"สาเหตุมาจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้เหลือ 4.5% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 5.3% และศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาทก่อนการก่อสร้าง"

นอกจากนี้ มีปัจจัยการปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าลง และข้อกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังจากสหรัฐ ประกาศลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) ในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์เดือนมิ.ย.ลดลง 110.17 จุด, การส่งออกของไทยเดือนพ.ค. ลดลง 5.2% รวมถึงการขาดดุลการค้าสูงถึง 2,304.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบ ได้แก่ ราคาน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น เงินบาทที่แข็งค่า ราคาสินค้าเกษตรทรงตัวในระดับต่ำ โดยเฉพาะยางพารา และปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มากนัก นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงปัจจัยรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

"ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงขาลง ปัจจัยลบที่มีอิทธิพลมากที่สุด มาจากความกังวลปัญหาการเมืองในประเทศ การชุมนุมประท้วง ห่วงยุบสภา ที่จะทำให้นโยบายรัฐไม่ชัดเจน รองลงมาเป็นเรื่องเศรษฐกิจโลก และการที่ประชาชนระวังการใช้จ่าย"

ทั้งนี้ คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะอยู่ในช่วงขาลงจนถึงไตรมาส 3 เป็นอย่างน้อย เพราะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง และยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้น ขณะเดียวกันภาคการผลิต ส่งออก และท่องเที่ยว อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

"รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีอำนาจซื้อกลับมา ซึ่งการชะลอปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ไปจนถึงเดือนก.ย. นี้ จะไม่ทำให้เกิดผลลบทางจิตวิทยาต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังค้างอยู่โดยเร็ว และเร่งหามาตรการการคลังเข้ามาแก้ปัญหา เพราะการปรับลดดอกเบี้ย ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไม่ตอบสนองการลดดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างไรก็ตามคาดว่า เศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวเพียง 4-4.5% เท่านั้น จากที่คาดการณ์ 5%"