การบินไทยยอมรับค่าเงินยูโรคือปัจจัยเสี่ยงสูงสุดช่วงครึ่งปีหลัง เดินหน้าปรับกลยุทธ์บุกตลาดจีน-ญี่ปุ่น เปิด 4 จุดบินใหม่ภายในปีนี้
นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) เปิดเผยว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะสหภาพยุโรป(อียู)ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่การบินไทยกำหนดรับมอบเครื่องบินใหม่ถึง 17 ลำปีนี้ จึงต้องเพิ่มยอดขายให้สอดคล้องกับปริมาณความจุที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้แผนธุรกิจปี 2556 เป็นไปตามเป้าหมาย
ส่วนโครงการจัดหาเครื่องบินระยะ 2 จำนวน 38 ลำ กำหนดรับมอบปี 2561-2565 วงเงิน 2.4 แสนล้านบาทนั้น จำเป็นต้องทบทวนรายละเอียดอีกครั้ง มีความเป็นไปได้ที่การบินไทยจะทยอยจัดหาตามความเหมาะสม เช่น อาจจัดหาระยะแรกจำนวน 21 ลำ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินและสภาวะเศรษฐกิจ
นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายการพาณิชย์ กล่าวว่าแผนธุรกิจปี 2556 มีเป้าหมายยอดรายได้ที่ 2.2 แสนล้านบาท เติบโต 11% จากปี 2556 และเป้าหมายกำไรจากการดำเนินงาน 6 พันล้านบาท แต่การดำเนินงานช่วงไตรมาส 2 พบผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้า โดยช่วง 5 เดือนแรกการบินไทยมีอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร 76.3% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่76.9% เบื้องต้นคาดว่าผลประกอบการ 6 เดือนแรกจะยังคงเป็นบวกเล็กน้อย
ส่วนปัจจัยเสี่ยงช่วง 6 เดือนหลังคือการที่ค่าเงินยูโรมีความผันผวนจากปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงมาก ปัจจุบันการบินไทยมีรายได้เป็นเงินสกุลยูโร 30% เงินบาท 30% เงินเยน 20% เงินดอลลาร์ 10% และเงินสกุลอื่นๆ 10%
ทั้งนี้ ช่วง 6 เดือนหลังปีนี้ การบินไทยจะมุ่งเพิ่มรายได้จากตลาดที่เป็น Good Market คือจีน มีอัตราการเติบโตสูงและญี่ปุ่น การบินไทยเป็นผู้นำการตลาด มีส่วนแบ่ง 20-30% ประกอบกับรัฐบาลญี่ปุ่นยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวชาวไทยที่พำนักระยะสั้นไม่เกิน 15 วัน ประกอบกับเงินเยนอ่อนคงลง 17-20% ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น จึงต้องเพิ่มปริมาณความจุเพื่อรองรับการเดินทาง โดยปีนี้จะเปิดจุดบินใหม่ในจีนและญี่ปุ่น 4 จุด คือเมืองฉงชิ่งและฉางชาในจีน และเมืองเซนไดและฮิโรชิมาในญี่ปุ่น
ส่วนตลาดยุโรปยังอยู่ในระดับทรงตัว แม้ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่ยังมีอัตราผลตอบแทนที่ดี การบินไทยยังเป็นเป้าหมายแรกๆที่ผู้โดยสารใช้บริการ โดยเฉพาะตลาดสแกนดิเนเวียน ซึ่งมีผลตอบแทนสูงมาก โดยจะใช้วิธีเพิ่มความถี่เที่ยวบินในตลาดนี้ รวมทั้งปรับสัดส่วนรายได้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดภูมิภาคเป็น 50% จากปัจจุบัน 45% ส่วนตลาดยุโรปจะลดเหลือ 40% จาก 45% ส่วนอีก 10% เป็นรายได้จากตลาดในประเทศ
ทั้งนี้ ได้รับมอบหมายให้สร้างรายได้ในช่วง 6 เดือนหลังเพิ่มขึ้น 10-15% เพื่อนำมาชดเชยรายได้ที่ลดลงช่วงไตรมาส 2 โดยจะทบทวนการดำเนินงานใหม่ เช่น การให้การบินไทยสมายล์ ทำการบินแทนการบินไทยในบางเส้นทาง การใช้เครื่องบินที่มีขนาดสอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารในเส้นทางนั้นๆ โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-โคลัมโบ รวมทั้งการปรับราคาขายบัตรโดยสาร
"ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีสายการบินใหม่ๆให้บริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น แต่เชื่อว่าสายการบินที่เพิ่มขึ้นนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับการบินไทยมากนัก โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น ซึ่งผู้โดยสารยังไม่ตอบสนองกับสายการบินใหม่ ขณะที่การรับมอบเครื่องบินใหม่ 17 ลำในปีนี้ จะช่วยให้ต้นทุนด้านน้ำมันลดลงปีละ ประมาณ 3% จากที่มีต้นทุนค่าน้ำมันปีละ 8.2 หมื่นล้านบาท หรือ 40% ของต้นทุนทั้งหมด"
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการบินไทย กล่าวว่าการประชุมครั้งล่าสุดการบินไทยรายงานว่าผลการดำเนินงานในช่วง 5 เดือนแรกของปีมีรายได้จากการขาย 8.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 7% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9.3 หมื่นล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 8.4 หมื่นล้านบาท ลดลง 2.1% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 8.6 หมื่นล้านบาท มีกำไรจากการให้บริการ 2 พันล้านบาท ลดลง 69.7% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6.8 พันล้านบาท มีกำไรก่อนอัตราแลกเปลี่ยนและภาษี 286 ล้านบาท ลดลง 94.2% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4.9 พันล้านบาท








