วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บินไทยรื้อแผนจัดหาเครื่องล็อต2

เปิดใจ"สรจักร เกษมสุวรรณ"ดีดีการบินไทย เผยผลประกอบการครึ่งปีแรกต่ำเป้า เตรียมรื้อแผนจัดหาเครื่องล็อต2

เมื่อเดือนเม.ย. 2554 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดหาเครื่องบินรวม 75 ลำ วงเงิน 4.5 แสนล้านบาท โดยการจัดหาเครื่องบินระยะแรก จำนวน 37 ลำ กำหนดรับมอบปี 2554-2560 วงเงิน 2.1 แสนล้านบาท ได้ดำเนินการแล้ว คงเหลือการจัดหาเครื่องบินระยะ 2 จำนวน 38 ลำ กำหนดรับมอบปี 2561-2565 วงเงิน 2.4 แสนล้านบาท

"จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่า ควรจัดหาเพียง 21 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่า จากเดิมที่จะจัดหาเพื่อทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่า รองรับการเติบโตของธุรกิจและความต้องการเดินทางในอนาคต คาดจะเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการการบินไทยพิจารณาอนุมัติภายในเดือนก.ค. นี้ ก่อนเสนอครม. พิจารณาต่อไป" นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงความจำเป็นที่ต้องลดจำนวนเครื่องบินลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด

สาเหตุที่ต้องลดจำนวนเครื่องบินเหลือ 21 ลำ เป็นเพราะสถานการณ์ทางธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจยุโรปยังอยู่ในภาวะถดถอย ประกอบกับผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของการบินไทยต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเป็นผลจากการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจการบิน โดยเฉพาะการขยายตัวของสายการบินในกลุ่มตะวันออกกลางซึ่งมีความพร้อมด้านเงินทุน ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารส่วนหนึ่งลดลง

โดยปกติผลประกอบการของการบินไทยในช่วงไตรมาส 2 จะไม่ค่อยดีนัก เพราะเป็นช่วง Low Seasons เมื่อได้รับผลกระทบเพิ่มจากปัจจัยเหล่านี้ ประกอบกับรายได้จากการให้บริการขนส่งสินค้าพลาดเป้ากว่า 2 พันล้านบาท ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกจึงต่ำกว่าเป้าหมาย ทั้งที่ไตรมาส 1 การบินไทยมีรายได้ 6.3 หมื่นล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8.2 พันล้านบาท

ครึ่งปีหลังเน้นบุกตลาดจีน-ญี่ปุ่น

สำหรับกลยุทธ์ที่จะนำมาใช้ในช่วง 6 เดือนหลัง เพื่อให้ผลประกอบการปี 2556 เป็นไปตามเป้าหมายนั้น การบินไทยจะให้ความสำคัญกับตลาดที่มีอัตราการทำกำไรสูง โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่นและรัสเซีย ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงมาก ประกอบกับการที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะพำนักระยะสั้นในญี่ปุ่นไม่เกิน 15 วัน คาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ทั้งนี้ การบินไทยจะเพิ่มความถี่เส้นทางบินตลาดเหล่านี้ เช่น กรุงเทพฯ-ซัปโปโร จะเพิ่มเป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในเดือนส.ค. นี้ ส่วนกรุงเทพฯ-มอสโก จะเปิดให้บริการทุกวันในช่วงปลายปีนี้ จากปัจจุบันให้บริการ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ทั้งสองเส้นทาง โดยจะเลื่อนการนำเครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 มาให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ-ลอนดอน แต่จะนำมาให้บริการในปี 2557 จากเดิมที่นำมาให้บริการเดือนธ.ค. 2556 เพราะว่าต้องการนำเครื่องมาให้บริการเส้นทางญี่ปุ่นเพื่อรองรับการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

"ตลาดจีนและญี่ปุ่น เป็นตลาดที่น่าสนใจมาก จะเป็น Revenue Earning Engine การบินไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดจุดบินใหม่ทั้งในจีนและญี่ปุ่น เช่น ซัวเถา ฮิโรชิมา เซนได ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด ตั้งเป้าว่าจะเปิดให้บริการภายในปีนี้ เส้นทางบินระยะใกล้จะให้บริการโดยไทยสมายล์เป็นหลัก"

ส่วนจุดบินใหม่อยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดให้บริการในระยะต่อไป เช่น เนย์ปิดอว์ ในพม่า ส่วนจุดบินยุโรป ที่มีความเป็นไปได้สูง ขณะนี้คือ เวียนนา ในออสเตรีย ส่วนเส้นทางบินที่ขาดทุนหรือมีอัตราการทำกำไรไม่มากนัก อาจต้องพิจารณายกเลิกให้บริการ โดยเฉพาะเส้นทางเอเชียตะวันตก เช่น โคลัมโบ การาจี

ชูอาหารไทย จุดขายดึงผู้โดยสาร

นายสรจักร ย้ำว่า การบินไทยจะใช้อาหารไทยเป็นจุดขาย ในการดึงดูดผู้โดยสาร ภายใต้แนวคิด The Best Thai Restaurant in the sky เพราะว่าอาหารไทยมีชื่อเสียง ได้รับความนิยมระดับนานาชาติ การบินไทยได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่มีชื่อเสียงดำเนินการปรับปรุงคุณภาพอาหารไทยที่ให้บริการบนเครื่องบิน คงเอกลักษณ์ไทยแบบดั้งเดิม ทั้งส่วนประกอบรสชาติและกลิ่นของอาหาร รวมทั้งการปรับปรุงสูตรอาหารไทยที่ให้บริการ เช่น แกงเผ็ด แกงมัสมั่น แกงเขียวหวาน พะแนง ฉู่ฉี่ ผัดกะเพราหมู กุ้ง และ ไก่ทอดกระเทียม ผัดไทยกุ้งสด โดยเริ่มให้บริการเมนูอาหารไทยบนเครื่องบินที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่วนการพัฒนาในระยะต่อไปคือ ครัวไทย สู่ครัวโลก By THAI

"ผมเชื่อว่าอาหารไทยบวกกับความเป็นไทยของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จะเป็นจุดขายสำคัญและนำการบินไทยกลับมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกได้"

เร่งปลดระวางแอร์บัส 340-500

นายสรจักร กล่าวว่า การปลดระวางเครื่องบินแอร์บัส เอ 340-500 จำนวน 4 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินพิสัยไกลและปัจจุบันไม่ได้นำมาให้บริการนั้น คณะกรรมการการบินไทยมีมติอนุมัติให้ขายเครื่องบิน 1 ลำ ให้กับบริษัท Avcon Worldwide ในราคา 23.5 ล้านดอลลาร์ หรือต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ตั้งไว้คือ 66 ล้านดอลลาร์ ส่วนที่เหลือ 3 ลำจะเร่งดำเนินการขายต่อไป

ที่ผ่านมา การบินไทยซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 340-500 จำนวน 4 ลำ วงเงินกว่า 600 ล้านดอลลาร์ หรือลำละประมาณ 153.57 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำมาให้บริการบินตรงในเส้นทางกรุงเทพฯ-นิวยอร์ก ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2548 แต่ต้องยกเลิกทำการบินเส้นทางนี้ช่วงกลางปี 2551 หลังจากเปิดให้บริการเพียง 3 ปีเศษ เพราะมีปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง โดยปีแรกที่เปิดให้บริการ ขาดทุน 1.5 พันล้านบาท ปีต่อมาขาดทุนเพิ่มเป็น 2 พันล้านบาท ปีที่ 3 ขาดทุน 1.6 พันล้านบาท ล่าสุด บริษัท แอร์บัส อินดัสตรีส์ ได้ยกเลิกสายการผลิตเครื่องบินรุ่นนี้ตั้งแต่ปี 2555