"ณรงค์ชัย" ชี้ ปีนี้ทุนเคลื่อนย้ายติดลบ จากเฟดยุติมาตรการคิวอี ส่งผลเงินทุนไหลออกทั้งตลาดตราสารหนี้-หุ้น คาดบาทเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพ
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บลจ.เอ็มเอฟซี และหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวในการเสวนาเรื่อง “อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท การลงทุน” ที่จัดโดย บลจ.เอ็มเอฟซี ว่าเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของไทยในปีนี้จะมีแนวโน้มไหลออก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความชัดเจนในการยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบ 3
"หลังจาก เฟด มีความชัดเจน ทำให้มีเงินทุนไหลกลับไปสหรัฐ มองในภาพรวมเงินคงไม่ท่วมตลาดเกิดใหม่เหมือนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว และเงินทุนต่างชาติที่จะไหลเข้าไทยในปีนี้ก็ไม่น่าจะเป็นบวก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้"
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิของไทยมีสภานะเป็นบวก โดยในปี 2554 มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้น 167 ล้านดอลลาร์ ในปี 2555 มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้น 2,504 ล้านดอลลาร์ และในตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงวันที่ 12 มิ.ย. มีเงินไหลออกสุทธิ 1,538 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ มีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง โดยในปี 2554 มีเงินลงทุนต่างชาติในตราสารหนี้ 4,358 ล้านดอลลาร์ ในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 9,289 ล้านดอลลาร์ และในปีนี้จนถึงวันที่ 6 มิ.ย. ต่างชาติมีการลงทุนสุทธิ 3,352 ล้านดอลลาร์ แม้ในช่วงหลังมีความชัดเจนเรื่องคิวอี จะมีเงินไหลออกจำนวนมาก
นายณรงค์ชัย กล่าวว่า ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้น เกิดจากเงินทุนไหลเข้าทั้งในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ แต่จากเงินทุนไหลออกหลังเฟดมีความชัดเจนเรื่องคิวอี ทำให้มีเงินไหลออก และส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง
วานนี้ (2 ก.ค.) ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ปิดตลาดที่ระดับ 30.91 และอ่อนค่าลง 0.97% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2555 ที่ระดับ 30.61 โดยค่าเงินบาทปีนี้แข็งค่าขึ้นก่อนหน้านี้ถึง 4.6% ที่ระดับ 28.5 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนเฟดประกาศยุติคิวอี
ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับแรงกดดันอย่างหนักให้ลดดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหา โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด ได้ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% อยู่ที่ 2.50%
"ดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือที่เอาไว้ใช้ในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ใช่เอาไว้ดูแลเรื่องของค่าเงิน" นายณรงค์ชัย กล่าว
นายณรงค์ชัย กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่จะกระตุ้นให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไม่มี เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะขยายตัวได้เฉลี่ยประมาณ 4.0% กว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเป็นบวก แม้อาจจะขาดดุลการค้า แต่ดุลบริการของไทยแข็งแกร่งมาก โดยรวมภาคต่างประเทศของไทยค่อนข้างมีความสมดุล อัตราเงินเฟ้อในประเทศไม่สูง ดังนั้น ค่าเงินบาทน่าจะมีเสถียรภาพในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในปีนี้
"การดูแลค่าเงินบาทแบงก์ชาติคงจะใช้กลไกตลาดในการซื้อขายดอลลาร์สหรัฐ หากค่าเงินมีการเคลื่อนไหวหลุดกรอบที่มองไว้เป็นเครื่องมือหลัก"
ห่วงหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่ม
นายณรงค์ชัย ยังกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตามอง คือ หนี้ครัวเรือนที่ขยับขึ้นมาอยู่ระดับ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) การบริโภคสินค้าทั่วไปของภาคเอกชนในช่วงไตรมาสที่ 1 และที่ 2 เริ่มไม่ขยายตัว เพราะส่วนใหญ่มีภาระในการผ่อนรถคันแรกกัน ทำให้ไม่มีเงินเหลือมาบริโภคสินค้าทั่วไปเช่นในอดีต ซึ่งตัวทวีของการบริโภคสินค้าทั่วไปมีมากจึงทำให้ภาคการบริโภคชะลอตัวลงไปพอสมควรและทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้โตไม่ถึง 5.0% แต่ในแง่ของหนี้ภาคธุรกิจไม่มาก ถือว่ายังแข็งแกร่ง และหนี้ภาครัฐเองก็ยังไม่มากประมาณ 44% ของจีดีพี
นายณรงค์ชัย เตือนว่า ต้องระวังในเรื่องหนี้ภาคครัวเรือนให้มาก เพราะสุดท้ายก็เป็นหนี้ของแผ่นดินอยู่ดี รัฐจะทำนโยบายอะไรต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มากขึ้นด้วย
"ปัญหาเศรษฐกิจของไทย จริงๆ แล้ว แก้ไม่ยากแต่ที่ผ่านมามักพบว่าแก้ปัญหาไม่ทันต่อสถานการณ์เพราะส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบของคณะกรรมการในการประชุมเพื่อหามติ ถ้าไม่มีการประชุมก็ไม่มีมติ ไม่มีมติก็ไม่มีมาตรการออกมา ถ้าจะประชุมกันให้บ่อยขึ้นหรือให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนไปได้เร็วยิ่งขึ้นก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี"
ต่างชาติขายตราสารหนี้ 2 เดือน 9 หมื่นล้าน
ด้าน นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า เฟด มีความชัดเจนจะหยุดมาตรการคิวอี ทำให้ตลาดคาดว่าความต้องการหรือดีมานด์ในพันธบัตรรัฐบาลจะลดลง ทำให้ราคาพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลงและอัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ในระยะสั้น ทำให้พันธบัตรสหรัฐ 10 ปี อัตราผลตอบแทนปรับขึ้นมา 0.40-0.50% จากต้นปีที่ประมาณ 2.0%
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า ปกติอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ไทยจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับตลาดตราสารหนี้สหรัฐด้วย ซึ่งทำให้ช่วงที่ผ่านมาพันธบัตรอายุ 5 ปี 10 ปี ของไทย มีอัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นมาประมาณ 00.30-0.40% ตามตลาดสหรัฐด้วยเช่นกัน แต่ตราสารอายุสั้นไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะอ้างอิงกับดอกเบี้ยนโยบายเป็นหลัก
สำหรับเงินที่นักลงทุนต่างชาติขายออกไปในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีประมาณ 90,000 ล้านบาท เป็นเงินที่ไหลออกในเดือนพ.ค. ประมาณ 16,000 ล้านบาท และไหลออกในเดือนมิ.ย. ประมาณ 70,000 ล้านบาท แต่ยอดตั้งแต่ต้นปียังคงเป็นยอดซื้อสุทธิประมาณ 70,000 ล้านบาท และมียอดถือครองสุทธิประมาณ 770,168 ล้านบาท จากสิ้นปี 2555 ที่ประมาณ 700,000 ล้านบาท
"ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนจริงในตราสารหนี้ระยะยาวเป็นหลักประมาณ 79% และเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 21% และแรงขายของนักลงทุนต่างชาติจากนี้คงชะลอลงแล้วเพื่อรอดูความชัดเจนของการลดมาตรการคิวอี อีกครั้ง”
คาดเงินต่างชาติไหลเข้าบอนด์แม้ยุติคิวอี
นายนิวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าแนวโน้มอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาวยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้อีก จากการระดมทุนของภาครัฐและเอกชนซึ่งจะทำให้มีซัพพลายใหม่ของตราสารหนี้เข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงหากยังมีเงินทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ก็จะทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
ดังนั้น ในระยะสั้นแนะนำนักลงทุนขยับเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นไว้ก่อนเพื่อลดผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จนกว่าการปรับขึ้นจะสิ้นสุดลง จึงเป็นจังหวะกลับเข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวอีกครั้ง เพราะแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) คงไม่ปรับตัวขึ้นในระยะอันใกล้นี้ส่วนจะปรับตัวลงหรือไม่นั้นคงขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้ง
"แม้จะไม่มีมาตรการคิวอี แล้ว ก็ยังเชื่อมั่นว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องเพราะปัจจุบันสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติก็ไม่มากประมาณ 10% เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่ประมาณ 30% ถือว่ายังไม่มาก และตลาดตราสารหนี้ไทยก็มีพัฒนาการในเชิงบวกทั้งในแง่ของตราสารและสภาพคล่องที่ดีขึ้นมาก ซึ่งจะเป็นสิ่งจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าตราสารหนี้ของไทยได้ไปรวมในการคำนวณดัชนีตราสารหนี้ในโลกมากขึ้น ก็จะมีเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน"
สมาคมนักวิเคราะห์เชื่อไม่เห็นหุ้นนิวไฮในปีนี้
สำหรับแนวโน้มตลาดหลักทรัพย์ที่เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักในช่วงเดียวกัน นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนค่อนข้างสูงและในช่วง 6-9 เดือนข้างหน้า ยังไม่น่าเห็นตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High)
"ภายในสิ้นปีนี้มองกรอบบนไว้บริเวณ 1,550 จุด และหากสหรัฐเริ่มชะลอการซื้อพันธบัตรตามที่ประกาศไว้ตามที่ตลาดคาดซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มทำในเดือนก.ย. 2556 ก็น่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนอีกครั้งแต่อาจจะไม่มากเท่าในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา"
ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-2 ก.ค. 2556 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิ 75,966.10 ล้านบาท ขณะที่ในปีที่ผ่านมา ซื้อสุทธิกว่า 7 หมื่นล้านบาท
เตรียมปรับประมาณการใหม่
นายสมบัติ ประเมินว่าหากตัวเลขการปรับลดไม่มาก เช่น จาก 85,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 60,000 ล้านดอลลาร์ ตลาดอาจจะปรับฐานไม่มาก เพราะอยู่ในความคาดหมายของตลาดแล้ว แต่ถ้าปรับลงมากเหลือเพียงครึ่งเดียว อาจจะทำให้ตลาดปรับฐานแรงได้เช่นกัน โดยในเบื้องต้นตลาดหุ้นไทยก็ยังมีความเสี่ยงที่จะกลับลงไปที่ระดับ 1,400 จุด ได้อีกครั้ง
"ทางสมาคมนักวิเคราะห์เอง ก็จะมีการทบทวนเป้าประมาณการต่างๆ ด้วยอีกครั้ง จากเดิมที่มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 4.9% กำไรบริษัทจดทะเบียนโต 20% และเป้าดัชนีที่ 1,625 จุด ก็คงต้องมีการปรับลงแต่ยังไม่ทราบว่าเสียงส่วนใหญ่จะปรับลงมาที่ระดับไหนคงต้องรอบทสรุปอีกครั้ง"
นายสมบัติ กล่าวว่า หุ้นกลุ่มที่ยังคงน่าสนใจ คือ หุ้นในกลุ่มสื่อสาร ค้าปลีก ท่องเที่ยว รวมถึงพลังงาน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มพลังงานไม่ได้ขึ้นมาก แต่ก็ลงมาตอนตลาดลงด้วย







