พีทีทีโกลบอลเคมิคอล ไม่วิตกแนวโน้มเศรษฐกิจจีนชะลอ เดินหน้ารุกธุรกิจปิโตรเคมีในจีน เตรียมจับมือ"ชิโนเค็ม"ศึกษาตั้งฐานการผลิตเม็ดพลาสติก
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจ"ว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ตัวเลขใช้เม็ดพลาสติกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทส่งออกเม็ดพลาสติกไปจีน 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตทั้งหมด ขณะที่บริษัทชิโนเค็มของจีนยังมีแผนขยายงานต่อเนื่อง
ทั้งนี้ความกังวลการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน มาจากนโยบายของผู้นำคนใหม่ที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน มากกว่าการคาดหวังอัตราการเติบโตที่สูง และมีความระมัดระวังในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเกรงว่าจะกลายเป็นปัญหาฟองสบู่ อย่างไรก็ตามความต้องการการบริโภคในจีนยังมีอย่างต่อเนื่อง
"เรามีมุมมองเป็นบวกต่อเศรษฐกิจจีน และไม่คิดว่าเศรษฐกิจจีนจะตกต่ำจนน่าวิตก เพราะเชื่อว่าผู้นำใหม่จะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจจีนถดถอย เพียงแต่ต้องการให้โตอย่างมีเสถียรภาพ เมื่อเรามีมุมมองเป็นบวก ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องชะลอการลงทุน หรือปรับแผนงานอะไรสำหรับการค้าและการลงทุนในจีน"
สำหรับแผนการลงทุนในจีนนั้น บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับทางบริษัทชิโนเค็ม ซึ่งเป็นบริษัทที่มีรัฐบาลจีนถือหุ้นใหญ่ เพื่อเป็นพันธมิตรทางการค้า และทำตลาดเม็ดพลาสติกในจีน โดยบริษัทต้องการจะส่งผลิตภัณฑ์ให้ถึงมือลูกค้าโดยตรง ซึ่งทางชิโนเค็มมีช่องทางการจัดจำหน่ายโดยตรง ส่วนนี้จะทำให้บริษัทรู้ถึงความต้องการของลูกค้า และใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย
นอกจากนี้ยังจะมองหาโอกาสในการลงทุนร่วมกัน ในการตั้งโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความต้องการสูงมากในจีน ทางชิโนเค็มก็สนใจทำตลาดนี้ โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตของบริษัท ที่ได้มาจากการซื้อกิจการเพอร์ สต็อป ในฝรั่งเศส
"บริษัทจะขยายฐานการผลิต ต่อยอดธุรกิจในจีน จะมีการศึกษาตั้งโรงงานผลิตสินค้าป้อนสู่อุตสาหกรรมเหล่านี้ ทั้งโรงกลั่นน้ำมันและแครกเกอร์ ซึ่งการตั้งโรงงานเพื่อเป็นฐานการผลิตนั้นมีความเป็นไปได้ทั้งตั้งในจีน และการตั้งโรงงานในภูมิภาค "
โดยจากการพูดคุยกับทางชิโนเค็ม เขากล่าวว่าขณะนี้มีความคืบหน้ามาก กรอบความร่วมมือกว้างขึ้นมาก ดูเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำ ปลายน้ำเพื่อขยายตลาดสู่ภูมิภาคอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ตามการลงทุนคงยังไม่ได้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาในรายละเอียดกรอบความร่วมมือและการร่วมทุนกันก่อน ซึ่งในเบื้องต้นหากได้ข้อสรุปการร่วมทุนกันคงเป็นไปในทิศทางการตั้งบริษัทใหม่แล้วถือหุ้นร่วมกัน
นายอนนต์กล่าวต่อว่า แผนการลงทุนอื่นๆ ของบริษัทก็ยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม คือ 5 ปีมีการลงทุนประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในประเทศเพื่อขยายกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และการใช้ศักยภาพจากการควบรวมกิจการ โดยเงินลงทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่บริษัททำได้ประมาณปีละ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวม 5 ปี 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมกับวงเงินการออกหุ้นกู้ที่ยังเหลืออีก 1 พันล้านดอลลาร์ ส่วนที่เหลือก็เป็นการกู้ ซึ่งหากเป็นไปตามนี้อัตราหนี้สินต่อทุนและหนี้สินต่อกำไรก่อนรายการดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา หรือ อีบิทด้า ก็ยังอยู่ในกรอบที่วางไว้ หรือ 0.7 เท่า และ 2.4 เท่าตามลำดับ
"การเติบโตของบริษัทในช่วง5ปีนี้ จะมาจากฐานการผลิตในประเทศเป็นหลัก ทั้งการขยายกำลังการผลิต การใช้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ และกำไรประมาณ15%-30% ในช่วง5ปีข้างหน้า หรือเฉลี่ยโตปีละ 5% สูงกว่าการเติบโตของรายได้ที่โตปีละ 2-3% เพราะการใช้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการใช้เงินลงทุนต่ำ"
สำหรับการเติบโตจากการลงทุนใหม่ จะเกิดขึ้นหลังจากช่วง 5 ปีจากนี้ โดยระหว่างนี้บริษัทก็ต้องศึกษาหาโอกาสการลงทุนใหม่รองรับ โครงการที่อยู่ในแผนคือ การร่วมทุนกับบริษัท เพอร์ทามิน่า (PT PERTAMINA (PERSERO) บริษัทน้ำมันแห่งชาติอินโดนีเซีย ในการลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ มูลค่าประมาณ 4-5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในช่วงสิ้นปีนี้บริษัทจะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะลงทุนหรือไม่ โดยตลาดอินโดนีเซียมีความน่าสนใจ แต่ปัจจัยที่บริษัทจะต้องพิจารณาคือเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน
นายอนนต์กล่าวในช่วงท้ายว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส2ปีนี้ คาดว่าออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ และดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นช่วงที่บริษัทมีการหยุดซ่อมบำรุง และเป็นช่วงโลว์ซีซันของธุรกิจ เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีดีขึ้นมาก จากราคาวัตถุดิบที่ลดลงตามราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ก็ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าผลการดำเนินงานลดลง เพราะช่วงไตรมาสแรกราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง






