สหยูเนี่ยนลดลงทุนจีน ศก.ซบกระทบไม่แรง

สหยูเนี่ยนลดลงทุนจีน ศก.ซบกระทบไม่แรง

"สหยูเนี่ยน"ประกาศลดเงินลงทุนในจีน ยอมรับเพื่อเป็นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว มั่นใจผลกระทบไม่หนัก

ผลจากจีนมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องการเงินตึงตัว และมีกระแสข่าวลือแบงก์เล็กจีน ผิดนัดชำระหนี้ กรณีทำธุรกรรมเกี่ยวกับแชโดว์แบงกิ้ง ทำให้สถานการณ์การเงินของจีน เข้าขั้นวิกฤติในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าธนาคารกลางของจีนจะยอมอัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดเงิน ส่งผลให้ตลาดเงินคลายตัวลง และดึงดอกเบี้ยพุ่ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยกังวลเรื่องความเสี่ยง จึงทำให้เริ่มมีการปรับกับการเข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าว

โดยแหล่งผู้บริหารบริษัท สหยูเนี่ยน (SUC) กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวนั้น บริษัทมีนโยบายที่จะลดวงเงินในจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มดำเนินการมาประมาณ 4-5 ปีก่อน และในครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อเศรษฐกิจเติบโตน้อยลงก็จะดำเนินการเหมือนอย่างที่เคยทำมา อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้ก็เพื่อเป็นการปรับตัวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

"ช่วงต้นปีบริษัทก็มีการติดตามสถานการณ์ และมีแผนจะลดเงินลงทุนอยู่แล้ว เพราะเราเห็นว่าการลงทุนในจีนต่อไปจะทำให้ได้ผลตอบแทนไม่ดี บริษัทก็ต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม และส่วนใหญ่รายได้ที่บริษัทได้รับจากการลงทุนในจีนจะเป็นรูปแบบของเงินปันผล หากเศรษฐกิจไม่ดี ผลประกอบการบริษัทย่อยก็คงไม่ดี ผลตอบแทนจากเงินลงทุนก็น่าจะน้อยลงด้วย" แหล่งข่าวกล่าว

เขากล่าวว่า ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ ภาพรวมของผลประกอบการบริษัทไม่น่าจะรุนแรง เนื่องจากบริษัทเน้นตลาดในประเทศมากกว่า และรายได้ในส่วนของต่างประเทศมีไม่ถึง 40% จึงไม่น่าจะมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามบริษัทก็ต้องปรับตัวและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ซึ่งมองว่าการลงทุนในจีน จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ตั้งบริษัทและภาพรวมการซื้อขายสินค้า รวมทั้งบริษัทลงทุนโดยการร่วมทุนกับกลุ่มพาร์ทเนอร์ ดังนั้น ผลกระทบไม่ได้รับโดยตรง แต่รับรู้ตามสัดส่วนการถือครองหุ้นเท่านั้น

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า บริษัทสหยูเนี่ยนมีการลงทุนในจีนประกอบด้วย Hangzhou-Union Cogeneration CO., LTD. ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมในประเทศจีน Jiangsu Zhonglian Carpet CO., LTD. ผลิตพรมสำหรับรถยนต์ Zhejiang-Union Property CO., LTD. ประกอบธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

บริษัท สหยูเนี่ยน รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ว่า มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 228.97 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปี 2555 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 384.03 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลง 155.06 ล้านบาท หรือ 40.38%

สาเหตุหลักมาจากกำไรขั้นต้นลดลง 13.26 ล้านบาท ซึ่งมีผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทในส่วนของการส่งออกสินค้าไปขายยังต่างประเทศ บริษัทมีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 98.11 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการโอนกรรมสิทธิ์ของเงินลงทุน 3 แห่งในประเทศจีน ที่เคยเปิดเผยข้อมูลไว้แล้วในกลุ่ม Jiangsu-Unioncogeneration Group CO.,LTD, Huanan-Union Spring Cogeneration CO.,LTD. และ Yixing-Union Biochemical CO.,LTD. ให้กับผู้ที่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับบริษัทในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้เสร็จสมบูรณ์

รายการกำไร ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการปรับมูลค่าเงินลงทุน เพื่อค้าของหลักทรัพย์ในต่างประเทศลดลง 70.66 ล้านบาท เนื่องจาก ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ราคาตลาดของหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด มีราคาต่ำกว่าราคา ณ วันสิ้นปี 2555 ซึ่งตามมาตรฐานบัญชีจะมีการปรับปรุงรายการทำนองเดียวกันนี้ทุกวันสิ้นงวดให้เท่ากับมูลค่าราคาตลาด แต่ไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดรับจ่ายจริง เนื่องจากยังไม่มีการจำหน่าย

ขณะที่ ในไตรมาส 1 ของปีนี้ บริษัทมีรายได้อื่นเพิ่ม 49.29 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่ม 45.69 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน สาเหตุหลักมาจากการลงทุนของบริษัทย่อยของบริษัท ยูเนี่ยนอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด(มหาชน) (UT) ในบริษัท เทนคาเต้-ยูเนี่ยนโปรเทคทีฟแฟบบริคเอเชีย จำกัด (TCUA) TCUA มีผลการดำเนินงานขาดทุนผู้ถือหุ้นของ TCUA มีมติให้เลิกกิจการ มีผลทำให้ UT รับรู้รายได้จากการให้ใช้อาคารรอการรับรู้ตามมาตรฐานบัญชีจำนวน 47.44 ล้านบาท และบันทึกค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจากลูกหนี้ TCUA 37 ล้านบาท เมื่อหักกลบผลกระทบด้านรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการนี้แล้ว รายได้อื่นๆ และค่าใช้จ่ายในการบริหารมีความแตกต่างที่ไม่มีนัยสำคัญ

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 135.02 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว มีการรับรู้กำไรจากบริษัทร่วมแห่งหนึ่ง (บริษัท ยูนิไฟเบอร์ จำกัด) ซึ่งมีกำไรจากการขายที่ดินที่ต่างจังหวัด โดยเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่จากการดำเนินงานตามปกติ แต่ในปีนี้ไม่มีรายการดังกล่าว และ ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มขึ้น 19.39 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจากรายการบริษัทย่อย

สำหรับการเคลื่อนไหวราคาหุ้นสหยูเนี่ยน เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา ปิดตลาดที่ 38 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.66% มีมูลค่าการซื้อขาย 1.79 ล้านบาท