วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กูรูฟันธงทองไม่สิ้นเสน่ห์ เฟเบอร์จ้องซื้อ

"มาร์ค เฟเบอร์"ไม่ห่วงราคาทองลงต่อ แม้ปรับลงมากกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ย้ำราคาลงยิ่งเป็นโอกาสทยอยซื้อเก็บตุนทองไว้ในพอร์ต

ราคาทองคำเมื่อวันศุกร์ (28 มิ.ย.)ที่ผ่านมา แตะต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี โดยราคาทองคำตลาดซื้อขายทันทีที่สิงคโปร์เคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,180.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเช้า ก่อนไต่ขึ้นมาอยู่ที่ 1,203.75 จุด

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นมอร์แกน สแตนเลย์, เครดิตสวิส กรุ๊ป เอจีและโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงค์. พากันปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำ จากความวิตกถึงแนวโน้มที่สหรัฐเตรียมจะลดการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ภายในปีนี้

อเล็กซานดรา ไนท์ นักเศรษฐศาสตร์เนชั่นแนล ออสเตรเลีย แบงก์ มองว่าตัวเลขดีเชิงบวกมากมายออกมาจากสหรัฐ และผู้คนยังเพ่งเล็งไปที่สหรัฐเริ่มส่งสัญญาณว่าจะปรับลดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นราคาทองคำจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีการสูญเสียความเชื่อมั่นในทองคำอย่างมาก แต่ยังมีกลุ่มคนที่ยังสนใจในทองคำ เพราะราคาทองคำร่วงลงมากแล้ว แต่กลุ่มคนเหล่านี้จะยังรอให้ราคาลงอย่างมีเสถียรภาพก่อนเข้าไปซื้อ

หาจังหวะทองลงเข้าซื้อ

ทั้งนี้ มาร์ค เฟเบอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทมาร์ค ฟาเบอร์ จำกัด เจ้าของวารสาร "อึมครึม เฟื่องฟูและหายนะ" ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้คนที่ยังสนใจในทองคำ แม้ราคาทองคำจะร่วงลงอย่างมากกว่า 26%แล้วนับจากต้นปีนี้ โดยเขากล่าวผ่านสื่อต่างประเทศว่า ไม่ว่าราคาทองคำจะลงไปอยู่ที่ระดับ 1,200 ดอลลาร์ หรือ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่เขาไม่กังวลหรือกลัวแต่อย่างใด พร้อมกับคอยหาจังหวะที่ราคาทองคำลง เข้าไปซื้อทองคำเก็บไว้อย่างต่อเนื่อง

โดยต้นปีนี้ เฟเบอร์เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มราคาทองคำในปี 2556 ว่า ราคาทองคำอาจปรับตัวลดลง และไม่คิดว่าราคาช่วงปีนี้จะปรับขึ้น แต่กระนั้นก็ตามเขายังคงทยอยซื้อและถือครองทองคำไว้

"เราอาจได้เห็นราคาทองปรับตัวลง 10% หรืออยู่ในช่วงขาลง เพราะผมเห็นว่ารัฐบาลของหลายประเทศจะยังพิมพ์เงินออกมาอีก สำหรับผมแล้วยังต้องการถือทองคำไว้เหมือนเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต" เฟเบอร์ ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นบีซี

ทั้งนี้เฟเบอร์ให้ความเห็นไว้ในวารสารวิจารณ์แนวโน้มตลาดโภคภัณฑ์ ประจำเดือนม.ค.ปีนี้ เป็นการคาดการณ์ราคาทองคำไว้ว่า อาจปรับลดลงอยู่ระหว่าง 1,550-1,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยอมรับว่าเขาตั้งใจจะเพิ่มสถานการณ์ถือครองทองคำ ไม่ว่าทองคำปรับตัวลงต่อเนื่องก็ตาม และแม้ว่าเขารู้สึกกังวลกรณีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น อาจสร้างความปั่นป่วนให้กับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก

ราคาทองคำส่งมอบทันทีในตลาดสิงคโปร์เมื่อวันศุกร์ (28 มิ.ย) ปีนี้ ซื้อขายกันอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 34 เดือน และช่วงเช้าวันศุกร์ราคาไหลลงต่ำกว่า 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และหากย้อนดูช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับลดลงกว่า 10% แล้ว เทียบกับระดับสูงสุดเคยทำได้ในเดือนก.ย.ปี 2554 ภายใต้สัญญาณบ่งบอกว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงมีอยู่ให้เห็น และวิกฤติหนี้รัฐยุโรปลดลง

นอกจากนี้ เฟเบอร์ซึ่งทำนายวิกฤติการเงินเอเชียปี 2540 ได้อย่างแม่นยำ คาดการณ์ด้วยว่า จากนี้ไปธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะยังคงใช้นโยบายผ่านคลายการเงิน (คิวอี) อย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐแท้จริงแล้วยังไม่ดีขึ้นอย่างที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ ทำให้เฟดยังต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบอีกถึง 99 ครั้ง หรือหมายความว่าเฟดต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบแบบไม่อั้น

กูรูไทยชี้ทองไม่สิ้นเสน่ห์

ทั้งนี้ น.พ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมกลุ่มบริษัทแม่ทองสุก และนายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ บริษัทจีที เวลธ์ แมเนจเมนท์ จำกัด ร่วมแสดงความเห็นในรายการ Business Talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี โดยน.พ.กฤชรัตน์มองว่าช่วงนี้ราคาทองคำลงต่อเนื่อง อาจเป็นการหมดยุคทองขาขึ้น แต่ไม่หมดยุคด้านการลงทุน ทองคำถึงจะเป็นขาลงก็สามารถลงทุนเพื่อทำกำไรได้

"แน่นอนหมดยุคทองขาขึ้น เพราะเศรษฐกิจสหรัฐ 6 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี ดีกว่าแต่ก่อนแต่ไม่ได้ดีมากหรือดีชัดเจน โดยเฉพาะอัตราการว่างงาน ดัชนีการผลิต ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น ซื้อกันมากขึ้น กลายเป็นการลดเสน่ห์ของทองคำทำให้เกิดแรงเทขาย"

ความเห็นของนพ.กฤชรัตน์ สอดคล้องกับนายกมลธัญที่เชื่อว่าทองคำยังไม่หมดไปจากตลาดการลงทุน แม้ทิศทางตลาดอยู่ในช่วงขาลง ราคาปรับลงอย่างต่อเนื่อง แต่เห็นว่าได้ว่าวัฒนธรรมของคนไทยยังผูกพันอยู่กับทองคำ จึงมองทองคำอยู่ในทิศทางลงทุนได้ และเชื่อว่าทองคำยังไม่หมดเสน่ห์ แต่วิธีคิดด้านการลงทุนอาจจะต้องเปลี่ยน

"เท่าที่สัมผัสนักลงทุนไทยมองทองคำเป็นขาขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งมีขึ้นมีลงได้ เข้าใจว่ามีช่วงหนึ่งของตลาดขาลงได้ วิธีการลงทุนอาจต้องเปลี่ยนจากเดิม จากรอซื้อรอขึ้นอย่างเดียว มาเป็นการใช้การเทรดดิ้งเครื่องมือตลาดช่วงขาลงเป็นเรื่องสำคัญ"

เขาให้เหตุผลที่ว่าทองคำยังไม่หมดเสน่ห์ไปจากตลาดการลงทุนว่า ดูจากตัวเลขพฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยนไป และลักษณะตลาดทองคำมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากดูดีมานด์กับซัพพลายตั้งแต่ปี 2550 มีสัดส่วนลงทุนในทองคำ ที่รวมทั้งทองคำแท่ง เหรียญทองและผ่านอีทีเอฟด้วย ประมาณ 20%ของดีมานด์ทั้งหมด
แต่ปัจจุบันสัดส่วนลงทุนในทองคำดังกล่าว เพิ่มขึ้นมามีสัดส่วน 50% เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยนทำให้ความผันผวนของราคาเพิ่มขึ้นด้วย อย่าง 3 ปีที่ผ่านมาราคาทองคำค่อนข้างผันผวน มีการเก็งกำไรการซื้อขายเข้ามาเกี่ยวข้อง

"ราคาทองอาจลง 1-2 ปีหน้า แต่อยากให้มองภาพไกลขึ้น 1-2 ปี สัญญาณ คนที่มารับช่วงต่อจากนายเบอร์นันเก้และจะเข้ามาแทนนั้นไม่ต่างกับนายเบอร์นันเก้ เชื่อว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่หายไป เทรนด์และดอลลาร์ในอนาคตยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก ยูโรโซนวันนี้ยังไม่เห็นการฟื้นปัญหายังไม่หมดไป และจีนที่มองว่าเป็นตัวนำช่วยเศรษฐกิจโลกฟื้นตอนนี้ก็มีปัญหา ทำให้อนาคตยังมีความเสี่ยงอีกมาก หากบริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนในอนาคตทองคำอาจเป็นขาขึ้นได้"

หาจังหวะเด้งขึ้นค่อยขาย

นพ.กฤชรัตน์ยอมรับว่าราคาทองคำมีแนวโน้มขาลง และนักลงทุนควรลงทุนช่วงทองคำขาลง จึงจะสามารถทำกำไรได้ขณะนี้ เพราะตลาดมองว่าราคาทองคำจะลงไปถึงสิ้นปีนี้มีสูง และนักวิเคราะห์จากหลายค่ายมีชื่อเสียงมองว่าปีหน้าราคาทองยังลงต่อ

เขายอมรับราคาทองคำไม่จรัสแสงแล้ว แต่ยังทำกำไรได้อยู่สามารถลงทุนทองคำในทิศทางขาลงได้ คือขายแพงออกมาก่อนแล้วค่อยกลับไปซื้อของถูก การลงทุนทองคำตอนนี้คือต้องหาจังหวะในการขายก่อน หาจังหวะที่เด้งขึ้นมาแล้วขาย แล้วหาจังหวะซื้อกลับในจำนวนเดิมก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นกลับมาด้วยทองคำเท่าเดิม

ทั้งนี้เขาไม่เห็นด้วยว่าราคาทองคำจะตกตลอดไป แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสกุลเงินทีเรียกว่าสกุลทองคำที่มีการแกว่งตัวขึ้นและมีลง โอกาสปรับลดลงใน 1-2 ปียังมีอยู่ แต่ไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐกับยุโรปจะฟื้น 100% แต่ถ้าสหรัฐไม่ดีทองคำก็จะกลับมารุ่งโรจน์