"เอสซีจี"คาดรายได้ปีนี้ทะลุเป้า 4.3 แสนล้านบาท ไม่หวั่นเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจในประเทศชะลอ
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี (SCG) เปิดเผยว่า แนวโน้มรายได้ของบริษัทปีนี้จะเติบโตสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4.3 แสนล้านบาท เพราะส่วนต่างราคา (สเปรด) ของเคมีภัณฑ์ในช่วงไตรมาส 2 อยู่ในระดับสูง ขณะที่ยอดขายซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น ประกอบกับจะมีรายได้จากการซื้อกิจการในต่างประเทศเพิ่มเข้ามาในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ โดยหลังจากสิ้นไตรมาส 2 จะมีการพิจารณาเรื่องเป้ารายได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ บริษัทยังคงดูลู่ทางการลงทุนในภูมิภาคต่อเนื่อง ตามแผนการลงทุน 5 ปี 2 แสนล้านบาท หรือลงทุนเฉลี่ยปีละ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ และรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนล้านบาท ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท เท่ากับรายได้ เพราะโดยเฉลี่ยอัตราส่วนยอดขายหรือรายได้ต่อสินทรัพย์จะอยู่ที่ 1:1 เท่า
"แผนการลงทุนของบริษัทยังเหมือนเดิม ไม่ได้ปรับเปลี่ยน แม้เศรษฐกิจจีนจะมีแนวโน้มชะลอตัว แต่เชื่อรัฐบาลจีนจะสามารถบริหารจัดการได้ ประกอบกับเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนยังมีการเติบโตดี ทำให้รายได้ของบริษัทในอาเซียนเพิ่มขึ้นด้วย โดยปีนี้คาดสัดส่วนรายได้จากอาเซียนจะเพิ่มขึ้นเป็น 9% ของรายได้รวม จากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 8% ของรายได้รวม 4 แสนล้านบาท"
ส่วนการระดมทุนนั้น บริษัทสามารถออกหุ้นกู้ได้ตามวงเงินที่ขออนุมัติไว้ 2 แสนล้านบาท โดยจะออกเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเดือนเม.ย. และเดือนต.ค.-พ.ย. ซึ่งมีแนวโน้มอาจต้องเพิ่มวงเงินในการออกหุ้นกู้เรื่อยๆ ตามความต้องการใช้เงิน นอกจากนี้บริษัทยังมีวงเงินกู้กับธนาคารพาณิชย์ที่สามารถใช้ได้อีกกว่าแสนล้านบาท
เขากล่าวต่อว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการซื้อกิจการกล่องกระดาษในเวียดนามเพิ่มเติม เพราะยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ต้องรอสักระยะหนึ่ง เพราะว่าราคาปัจจุบันยังอยู่ ส่วนโครงการปิโตรเวียดนาม ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้ว มีผู้ร่วมทุน 3 กลุ่มคือ กาตาร์ เวียดนาม และ เอสซีจี คาดจะมีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน (เอฟเอ) เร็วๆ นี้ มูลค่าลงทุนเบื้องต้น 4,500 ล้านดอลลาร์
สำหรับการลงทุนสร้างโรงงานซีเมนต์ในพม่า ขนาดกำลังการผลิต 1.8 ล้านตันนั้น ขณะนี้ได้รับการยืนยันจากรัฐบาลพม่าแล้ว พื้นที่ตั้งอยู่ที่เมืองเมาะลำไย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองย่างกุ้ง หลังจากนี้บริษัทจะทำการสรุปตัวเลขการลงทุนที่ชัดเจน เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยตัวเลขเบื้องต้นต้องการใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 400 ล้านดอลลาร์
"การเติบโตของเศรษฐกิจในแถบอาเซียน ทั้ง กัมพูชา พม่า และ เวียดนาม ทำให้ความต้องการใช้ซีเมนต์เพิ่มขึ้นมาก บวกกับส่วนต่างของเคมีภัณฑ์ที่อยู่ระดับสูง แม้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว กระทบกับบริษัทน้อย ส่งผลให้แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังดีกว่าปีแรก และทำให้ภาพรวมทั้งปีดีกว่าที่คาดไว้"
เขากล่าวต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง อยู่ที่ปัญหาทางการเมือง เพราะว่าสถานการณ์การเมืองในต่างประเทศเรียบร้อย ส่วนเรื่องค่าเงินบาท เชื่อว่าโดยโครงสร้าง ค่าเงินบาทน่าจะแข็งค่าขึ้นได้อีก จากเงินทุนสำรองที่มีจำนวนมาก โดยมองว่าอยู่ในระดับ 30-31 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอยู่ในระดับที่รับได้
ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นเอสซีจี ล่าสุด วานนี้ (27 มิ.ย.) ปิดตลาดที่ระดับ 444.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท หรือ 1.37% มีมูลค่าการซื้อขาย 847.75 ล้านบาท








