วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งออกเดือนพ.ค.ติดลบ5.25%ตลาดจีนทรุด

ส่งออกเดือนพ.ค.ร่วง 5.25% ตลาดจีนหนักสุด 16.3% ตามการชะลอตัวเศรษฐกิจ พาณิชย์ยังมั่นใจทั้งปีตามเป้า 7.5% "กิตติรัตน์"รับผลกระทบศก.โตต่ำเป้า

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไทยส่งออกไปจีนค่อนข้างมาก แต่การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ยังอยู่ในอัตราที่มากกว่าเศรษฐกิจของประเทศอื่น

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำลังจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจ และมีแนวโน้มที่จะปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยลง และคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็คงมีการวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน

"การปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยถือว่าเติบโตสอดคล้องไปกับศักยภาพของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับได้"

ก่อนหน้านี้ ธปท.ระบุว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 10 ก.ค. นี้ จะมีการประเมินผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวด้วย

ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและจีนชะลอตัวเห็นได้ชัดจากตัวเลขส่งออกของไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออกวานนี้ (26 มิ.ย.)

นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกในเดือนพ.ค. มูลค่า 19,830 ล้านดอลลาร์ ลดลง 5.25% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน นำเข้า มูลค่า 22,134 ล้านดอลลาร์ ลดลง 2.14% ทำให้เดือนพ.ค. ขาดดุลการค้า 2,304 ดอลลาร์

รวมแล้ว การส่งออก 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) มูลค่า 94,206 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.86% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นำเข้า มูลค่า 108,062 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.7% ทำให้ 5 เดือนแรกปีนี้ ขาดดุลการค้า 13,856 ล้านดอลลาร์

ส่งออกภาคเกษตรร่วงหนัก

สินค้าส่งออกในเดือนพ.ค. กลุ่มสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 16.4% ได้แก่ ข้าว ลดลง 26% ยางพารา ลดลง 22% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ลดลง 1% อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ซึ่งไม่รวมกุ้ง ลดลง 5.2% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ลดลง 38.6% ผักและผลไม้ ลดลง 8.8% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ลดลง 10% น้ำตาลลดลง 31%

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ โดยรวมลดลง 0.9% ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ราคาลดลง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ลดลง 14.5% เครื่องใช้ไฟฟ้า ลดลง 4.9% อัญมณี ซึ่งไม่รวมทองคำ ลดลง 2.3% ส่วนสินค้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยานยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 3.9% เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก เพิ่มขึ้น 3.6% สิ่งทอ เพิ่มขึ้น 8.4% วัสดุก่อสร้าง เพิ่มขึ้น 8%


ร่วงทุกตลาด-จีนหนักสุด 16.3%

นางวัชรี กล่าวถึงตลาดส่งออกว่า ลดลงทุกตลาด โดยตลาดหลัก ลดลง 8.8% ได้แก่ ญี่ปุ่น ลดลง 7.6% สหรัฐ ลดลง 6.9% สหภาพยุโรป ลดลง 12.1% ตลาดศักยภาพสูง ลดลง 4.3% ได้แก่ อาเซียนลดลง 1.2% แบ่งเป็นอาเซียนเดิม ลดลง 4.1% อินโดจีนและพม่า เพิ่มขึ้น 5.6% จีน ลดลง 16.3% เอเชียใต้ ลดลง 2.4% ไต้หวัน ลดลง 12.2%
ขณะที่ ตลาดฮ่องกง เพิ่มขึ้น 1.1% เกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 23.1% ส่วนตลาดอื่นๆ ลดลง 5.6% โดย สวิตเซอร์แลนด์ ลดลง 28.3%

สาเหตุที่การส่งออกลดลง มาจากปัญหาเงินบาทแข็งค่า โดยค่าเงินเฉลี่ยทั้งเดือนพ.ค. อยู่ที่ 28.53 บาทต่อดอลลาร์ ภาวะเศรษฐกิจ และปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ได้แก่ สหรัฐ ภาคการผลิตและการบริโภคอยู่ในภาวะชะงักงันและความเสี่ยงจากมาตรการลดงบประมาณรายจ่าย ญี่ปุ่น ค่าเงินเยนอ่อนค่า ส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าของญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยูโรโซนที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

"ยังมั่นใจเป้าหมายการส่งออกที่ 7-7.5% มูลค่า 2.45-2.46 แสนล้านดอลลาร์ เพราะว่าทิศทางเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกจากนี้ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ควรเฉลี่ยเดือนละ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนปัญหาเศรษฐกิจจีน เชื่อว่าจะไม่ซึมยาว หรือยืดเยื้อเพราะจีนต้องออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว ขณะที่เศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรป คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น"นางวัชรี กล่าว

เอกชนห่วงส่งออกไตรมาส4

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกจากนี้ไปน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 4 เพราะแม้ว่าค่าเงินบาทอ่อนค่า แต่ในด้านเศรษฐกิจประเทศคู่ค่าโดยเฉพาะจีน กำลังชะลอตัว จะกระทบการส่งออก

ขณะที่ การส่งออกสินค้าเกษตรซึ่งเดือนพ.ค. นี้ มีการลดลงเกือบทุกรายการทั้งที่เป็นสินค้าจำเป็น จนทำให้ทั้งปีการส่งออกรวมไม่น่าจะถึง 5% และมีโอกาสทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย เพราะหากว่าสินค้าเกษตรส่งออกลดลงจะกระทบต่อรายได้เกษตรกรในที่สุดด้วย

ธปท.ประเมินศก.จีนไตรมาส 2 ร่วง

นายพิทวัส พูนผลกุล เศรษฐกร ทีมวิเคราะห์เศรษฐกิจภูมิภาค สายนโยบายการเงิน ได้ประเมินในบทวิเคราะห์ "ทิศทางเศรษฐกิจเอเชีย ฟื้น หรือ ฟุบ กันแน่?" ผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. โดยกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจจีนว่าข้อมูลเศรษฐกิจจีนในเดือนเม.ย.-พ.ค. ชี้ว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ อาจเติบโตต่ำกว่าไตรมาสที่ 1 ส่งผลให้นักวิเคราะห์มองว่าการขยายตัวทั้งปี 2556 ของจีน น่าจะต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินไว้ก่อนหน้า

ทั้งนี้ การขยายตัวที่ต่ำ เป็นผลจาก 1) ภาวะการส่งออกที่โตต่ำมาก ตามการส่งออกไปยังคู่ค้าสำคัญ ทั้งสหรัฐฯ กลุ่มยูโรและญี่ปุ่นที่ยังคงหดตัว 2) การลงทุน (Fixed Asset Investment : FAI) ที่ชะลอลงต่อเนื่อง โดยการลงทุนเฉลี่ยในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 19.8% จาก 21.4% ในไตรมาสที่ 1 ซึ่งเป็นผลจากที่ผู้ประกอบการรีรอที่จะลงทุนเพิ่มเติมเนื่องจากการผลิตและการส่งออกยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว และ 3) มาตรการคุมเข้มทางการเงินของภาครัฐที่ต้องการควบคุมและดูแลปัญหาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นและการกู้เงินนอกระบบธนาคาร ทำให้บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ประสบปัญหาในการหาแหล่งเงินกู้เงินเพื่อใช้ในการลงทุน

คาดครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจจีนฟื้นตัว

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ตลาดคาดว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรก โดยมีกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญจากการบริโภคที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องและตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่น
ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคิดเป็น 95% ของปริมาณการส่งออกรวมที่ดีขึ้น จะส่งผลให้ภาคการผลิตและการลงทุนของจีนปรับตัวดีขึ้น

เมื่อมองภาพตลอดปี 2556 ประเมินว่าโดยรวมแล้วเศรษฐกิจจีนยังคงมีเสถียรภาพอยู่และมีอัตราการเติบโตอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงแม้จะชะลอลงเมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะเป็นไปตามเป้าหมายที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ผู้นำใหม่ของจีนได้ประกาศไว้ในพิธีรับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2556 ที่จะมุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยทางการจีนมีเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปีนี้ อยู่ที่ 7.5% ซึ่งมีข้อสังเกตที่สำคัญ คือ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนไม่เคยขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายที่ทางการกำหนด

ธนาคารกลางจีนพร้อมอัดฉีดสภาพคล่อง

สำหรับปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงินจีน ปรากฏว่าวานนี้ (26 มิ.ย.) อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระยะสั้นของจีนร่วงลงเป็นวันที่สี่ หลังจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ดูเหมือนจะยอมรับว่าได้ประเมินความร้ายแรงของภาวะสินเชื่อหดตัวในระดับที่ต่ำเกินไปในสัปดาห์ที่แล้ว และธนาคารกลางจีนได้ให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่สถาบันการเงินบางแห่งไปแล้ว
ธนาคารกลางจีน ออกแถลงการณ์วันก่อนนี้ว่าถึงแม้ธนาคารกลางจีนมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ปล่อยกู้แหล่งสุดท้ายแก่ธนาคารพาณิชย์ที่ประสบภาวะขาดแคลนเงินระยะสั้น แต่ธนาคารกลางจีนก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนจุดยืนในเรื่องการคุมเข้มสถานการณ์ในตลาด ขณะที่พยายามสกัดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของปริมาณการปล่อยเงินกู้นอกระบบ

ดีลเลอร์ตลาดเงินรายหนึ่งกล่าวว่าภาวะขาดแคลนสภาพคล่องในตลาดไม่ได้บรรเทาลงมากนัก ถึงแม้ธนาคารกลางจีนผ่อนคลาย และคาดกันว่าภาวะขาดแคลนสภาพคล่องจะยังไม่ดีขึ้นจนกว่าจะถึงช่วงกลางเดือนก.ค.

ธนาคารกลางจีน ระบุว่า ทางธนาคารกลางได้เสนออัดฉีดสภาพคล่องแก่ธนาคารพาณิชย์บางแห่งแล้ว แต่แทบไม่มีใครที่รู้ว่ามีธนาคารแห่งใดบ้าง ที่ได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว"

อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร (อาร์/พี) ระยะ 7 วันของจีนลดลงเล็กน้อยสู่ 7.20 % ในวันนี้ จาก 7.44 % เมื่อวานนี้ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอาร์/พี ระยะ 1 วันปรับตัวลง 0.31% สู่ 5.51%

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นจีนร่วงลง โดยดัชนี CSI300 สำหรับหุ้นชั้นนำในตลาดเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้น ร่วงลง 0.8%

ระบุความเชื่อมั่นตลาดเงินดีขึ้น

ดีลเลอร์รายหนึ่ง กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตลาดปรับตัวดีขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงแม้ว่าธนาคารกลางจีนยังคงใช้นโยบายคุมเข้มสภาพคล่องก็ตาม

ธนาคารกลางจีน ระบุว่า ทางธนาคารกลางให้การสนับสนุนสถาบันการเงินบางแห่ง หลังจากเกิดปัญหาขัดข้องในตู้เอทีเอ็มและจุดรับชำระเงินของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งของจีน และปัญหาดังกล่าวสร้างความกังวลต่อประชาชนจีน
ธนาคารกลางจีน ประกาศเตือนธนาคารพาณิชย์ ว่า ทางธนาคารจำเป็นต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และต้องสกัดความเสี่ยงที่เกิดจากการพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้น