ธปท.เตรียมรับสถานการณ์ศก.จีนชะลอตัว ถกกนง. 10 ก.ค. ยันไทยไม่มีปัญหาสภาพคล่อง เผยเข้าซื้อพันธบัตรรุ่นอายุ 5 ปี กับ 9 ปี หลังผลยิลด์พุ่ง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมประเมินผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว หลังจากปัญหาในจีนได้ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะมีการเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งหน้า
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจจีน เพื่อดูว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ให้ความสำคัญอยู่แล้ว เชื่อว่าทีมงาน ธปท. จะรวบรวมข้อมูลทุกอย่างได้ทันและพร้อมนำเสนอต่อ กนง. ในการประชุมนัดถัดไป ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 10 ก.ค. นี้
"ปกติเรามีทีมงานคอยติดตามข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ๆ เข้ามา เช่น ทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทางทีมงานก็จะรวบรวมข้อมูลเพื่อดูว่ามีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจเราอย่างไร รวมไปถึงผลกระทบต่อภาคส่งออกด้วย ซึ่งทีมงานจะเป็นผู้รายงานสถานการณ์ต่างๆ ให้ กนง. รับทราบในวันที่ 10 ก.ค.นี้ เชื่อว่าถึงวันนั้นข้อมูลน่าจะครบถ้วนพอดี" นายประสารกล่าว
ด้าน นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนไม่น่าจะกระทบกับคุณภาพคู่ค้ามากนัก แต่ที่ธนาคารห่วงคือการเติบโตของการส่งออกมากกว่า ที่ต้องชะลอตัวตามธรรมชาติเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่งออกของธนาคาร มีการกระจายตลาดไปอาเซียน โดยการส่งออกที่ผ่านมาในอาเซียนเติบโตมากกว่าจีน
สภาพคล่องตลาดเงินไร้ปัญหา
นายประสาร กล่าวถึงสภาพคล่องในตลาดเงินว่าแม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีเงินทุนไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก แต่ยืนยันสภาพคล่องในระบบการเงินยังอยู่ในภาวะปกติ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ สะท้อนจาก ณ สิ้นวัน ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ยังนำเงินมาฝากไว้กับ ธปท. เพียงแต่ปริมาณเงินที่นำมาฝากไว้ลดลง ทำให้ภาระการดูดซับสภาพคล่องของ ธปท.ลดลงตามไปด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี
"สภาพคล่องในประเทศของเรา ไม่ได้รับผลกระทบอะไร จะมีเพียงสภาพคล่องส่วนเกินที่แบงก์ชาติเคยดูดซับเอาไว้ ตอนนี้ก็ดูดน้อยลง จากเดิมเคยดูดซับอยู่ที่ 4.9 ล้านล้านบาท ตอนนี้ก็ลงมาเหลือ 4.7 ล้านล้านบาท ซึ่งตรงนี้ไม่มีผลต่อสภาพคล่องในตลาดการเงิน โดยตลาดการเงินยังมีเพียงพอสำหรับธุรกรรมเศรษฐกิจ ไม่ได้มีประเด็นอะไร" นายประสาร กล่าว
ส่วนการเคลื่อนไหวในตลาดเงินนั้น เจ้าหน้าที่ ธปท. กำลังติดตามดูสถานการณ์อยู่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานพิเศษใดๆ เข้ามา ส่วนหนึ่งอาจเพราะการเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว และที่ผ่านมาธปท.แทบไม่ได้เข้าไปแทรกแซงในตลาดเงิน ปล่อยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปตามกลไกตลาด
สำหรับผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ จากการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายรอบนี้ นายประสารกล่าวว่าไม่น่ามีผลกระทบที่รุนแรงต่อภาคเศรษฐกิจมากนัก เพราะที่ผ่านมา ธปท.พยายามดูแลเรื่องความสมดุลต่างๆ ทั้งด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลการชำระเงิน รวมถึงด้านสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากนัก
ชี้เงินทุนเคลื่อนย้ายรอบนี้ต่างจากปี 2540
นายประสาร กล่าวยืนยันว่า สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายรอบนี้แตกต่างจากปี 2540 อย่างชัดเจน เพราะตอนปี 2540 มีความไม่สอดคล้อง (Mismath) ในหลายด้าน ทั้งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หนี้ต่างประเทศ หนี้ภาคเอกชน ซึ่งภาคธุรกิจเชื่อว่าอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีความเสี่ยง จึงไม่ได้ปิดความเสี่ยงของหนี้ตัวเองเอาไว้ แตกต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ทุกคนมีความกลัว และระมัดระวังในเรื่องนี้อย่างมาก
ส่วนประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะเกรงว่าอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจได้ คือ การคาดหวังที่จะให้นำนโยบายการเงินไปใช้ดูแลปัญหาในหลายๆ ด้านพร้อมกัน เพราะนโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่ใช้ดูแลเสถียรภาพด้านราคา และเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการคาดหวังว่าจะให้นำไปใช้ดูแลเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
"ที่ต้องระวังในตอนนี้ คือ คนไปตั้งความหวังให้เราใช้นโยบายการเงิน แก้ปัญหาหลายอย่างมากเกินไป ซึ่งนโยบายการเงินที่เราใช้ดู เป็นเครื่องมือที่ดูแลเรื่องเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพการเงิน แต่คนก็ไปตั้งความหวังว่า จะให้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ดูแลการเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศ แบบนี้ คือ การไปคาดหวังในการใช้นโยบายการเงินมากเกินไป" นายประสาร กล่าว
ธปท.เข้าซื้อบอนด์หลังยิลด์พุ่ง
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้เข้าซื้อพันธบัตรรุ่นอายุ 5 ปี และ 9 ปี เพราะเห็นว่าอัตราผลตอบแทน (ยิลด์) เริ่มสูงขึ้น ซึ่งการเข้าซื้อดังกล่าว ธปท. ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปแทรกแซงในตลาดพันธบัตร เพียงแต่เห็นว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอยู่ระดับสูง ทำให้ต้นทุนการเข้าซื้อถูกลง ทั้งยังเป็นจังหวะที่ธปท.ต้องเข้าไปซื้อเพื่อทดแทนของเดิมด้วย
"ที่เราซื้อเพราะเรามีบอนด์เก่าที่จะหมดอายุ ซึ่งทุกดีลของเราก็เพื่อการทำ Operation อย่างเวลาเราดูดเงิน เราก็ต้องใช้บอนด์ ดังนั้นพอบอนด์ร่อยหรอเพราะว่าครบกำหนด เราก็ต้องเข้าไปซื้อทดแทน และช่วงนี้จะเห็นว่ายิลด์มันสูงพอดี เป็นจังหวะซื้อเข้ามาทดแทนด้วย ไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้าไปทำอย่างนั้น (แทรกแซง) ทีเดียว เป็นจังหวะที่ยิลด์สูงขึ้น สำหรับเรามันก็ถูกลง อีกทั้งมีดีลเก่าที่เรารอซื้ออยู่แล้วก็ได้ซื้อ" นางผ่องเพ็ญ กล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลสมาคมตราสารหนี้ ระบุว่า ณ วันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี อยู่ที่ 3.54% เทียบกับวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 3.20% ขณะที่รุ่นอายุ 9 ปี เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ที่ 3.91% เทียบกับวันที่ 2 ม.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 3.54%
ส่วนการเคลื่อนไหวในตลาดเงินช่วงสัปดาห์นี้ ตลาดเงินค่อนข้างมีเงินไหลออกอยู่บ้าง โดยเฉพาะการขายในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น เพียงแต่ปริมาณเงินที่ไหลออกเริ่มเบาลงแล้ว แต่ทั้งนี้ก็ยังคงวางใจไม่ได้ เพราะอาจเป็นเพียงแค่สถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ และอย่างที่ ธปท. เคยประเมินเอาไว้ คิดว่าสถานการณ์ช่วงนี้น่าจะเป็นทิศทางของเงินไหลออก
ต่างชาติขายตราหนี้ระยะสั้น
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) รายงานว่าตลาดตราสารหนี้ มีมูลค่าการซื้อขาย 99,519 ล้านบาท โดยประเภทของตราสารที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด คือ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 81,281 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 81.7% รองลงมา คือ พันธบัตรรัฐบาล มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 16,065 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 16.1% ทางด้านหุ้นกู้เอกชน มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 1,476 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.5%
ภาพรวมของตลาดวานนี้ Yield Curve ปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุตราสาร ประมาณ 1-8 bps. โดยเฉพาะตราสารรุ่นอายุ 10 ปี ลดลง 8 bps. ในทิศทางเดียวกับ US Treasury โดยนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มคลายความกังวลกับวิกฤตสภาพคล่องของประเทศจีน สำหรับนักลงทุนต่างชาติยังคงมีแรงขายต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพันธบัตรระยะสั้น ยอดขายสุทธิ (NET SELL) เท่ากับ 4,537 ล้านบาท
แบงก์แนะลูกค้าใช้ออปชั่นป้องเสี่ยง
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากการชะลอคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากภูมิภาค ทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และ สินค้าโภคภัณฑ์ ที่เห็นได้ชัดคือค่าเงินบาทมีความผันผวนมาก โดยเงินบาทช่วงต้นเดือนอยู่ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์ แต่ขณะนี้อยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าถึง 2 บาท
"กรอบความเคลื่อนไหวในอดีตอยู่ที่ 0.50-0.10% แต่ขณะนี้อยู่ที่ 0.30-0.50% ต่อวัน และเชื่อว่าความผันผวนจะมากขึ้นช่วงปลายปีนี้"
ภาวะความแกว่งตัวเช่นนี้ การซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ด้วยการซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward) อาจไม่เหมาะสมเท่ากับการซื้อสิทธิในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน (Option) ที่ลูกค้าสามารถใช้หรือไม่ใช้สิทธิอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวได้ หากเห็นว่าค่าเงินบาทปรับไปอีกทิศทางหนึ่ง เพราะความผันผวนสูงอาจทำให้เสียโอกาสได้ง่าย
หุ้นไทยทะยาน20จุดรับข่าวจีน
ส่วนบรรยากาศการลงทุนในหุ้นไทยวานนี้ ปิดตลาดที่ระดับ 1,384.63 จุด เพิ่มขึ้น 20.54 จุด หรือ 1.51% ระหว่างวันดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1,393.03 จุด และต่ำสุดที่ 1,338.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 55,530 ล้านบาท โดยสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 2,495 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1,235 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2,132 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศขายสุทธิ 1,598 ล้านบาท
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่าหุ้นไทยวานนี้อ่อนตัวลงในช่วงเช้า ก่อนจะรีบาวน์กลับมาได้ช่วงท้ายตลาด ตอบรับกระแสข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงธนาคารพาณิชย์ของจีนออกมาระบุว่า การขาดสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์จีนเป็นเพียงปัจจัยตามฤดูกาล นักลงทุนจึงคลายความกังวล ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์สภาพคล่องธนาคารในจีน เพราะดอกเบี้ยระหว่างธนาคารพาณิชย์ในจีนยังสูงอยู่ที่ 6% จากปกติอยู่ที่ 3-4%
บาทต่อดอลลาร์แข็งค่า-ฟื้นตัวตามภูมิภาค
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอยู่เหนือระดับ 31 โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในตลาดเอเชียที่แข็งค่าขึ้นได้เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย.)
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า นักลงทุนกำลังจับตาแรงซื้อสกุลเงินบาท ที่เกี่ยวข้องกับการที่บริษัทญี่ปุ่นกำลังจะเข้าซื้อหุ้นบริษัทของไทย โดยมีข่าวบริษัทเมจิ ยาสึดะ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ กำลังเจรจาซื้อหุ้น 15% ของบริษัทไทยประกันชีวิต ด้วยวงเงิน 700 ล้านดอลลาร์ และ MUFG ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น กำลังเจรจาเพื่อซื้อหุ้น 51% หรือมากกว่านั้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ด้วยข้อตกลงมูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.27 แสนล้านบาท
บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายตลาด อยู่ที่ 30.93/98 แข็งค่าจาก 31.00/05 ในช่วงเช้า และในต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 30.92/96 จาก 30.99/31.06 ในช่วงเช้า






