วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

2 แบงก์ผวาเศรษฐจีนฟุบชะลอปล่อยกู้

2 แบงก์ใหญ่รับต้องระมัดระวังการขยายธุรกิจในจีน อาจต้องชะลอปล่อยกู้ หลังรัฐบาลจีนลดการอัดสภาพคล่องในตลาดเงิน ไม่เกี่ยวสภาพคล่องในประเทศ

นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปลายปี 2555 ที่ผ่านมาธนาคารได้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการทำธุรกิจในประเทศจีน หลังจากที่รัฐบาลจีนมีนโยบายชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจจากระดับ 10% ขึ้นไปมาเหลือเลขหลักเดียว โดยนโยบายของธนาคารในปีนี้ไม่เน้นการเติบโตของสินเชื่อมากนัก ทำให้การเติบโตอยู่ในระดับทรงตัวจากปีที่ผ่านมา ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะต่อเนื่องไปถึงปี 2556 ด้วย เพราะคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน จึงเน้นคุณภาพการเติบโตเป็นหลัก

เขากล่าวว่าปัญหาสภาพคล่องในจีนที่เกิดขึ้นช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของภาคการส่งออกที่ชะลอตัวลง ภาคการบริโภคในประเทศที่ไม่ขยายตัว และส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยด้านฤดูกาล แต่เชื่อว่าประเทศจีนยังมีสภาพคล่องที่เพียงพอ และไม่ได้มีปัญหาขาดสภาพคล่อง เพียงแต่รัฐบาลจีนตั้งใจที่จะไม่ใส่เงินเข้ามาในระบบเพื่อให้เกิดความสมดุลเหมือนในอดีต เนื่องจากรัฐบาลต้องการส่งสัญญาณเตือนให้ภาคธนาคารระมัดระวังการขยายสินเชื่อมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันธนาคารยังไม่เห็นสัญญาณหนี้เสีย เนื่องจากลูกค้ามีความระมัดระวัง เราเน้นปล่อยสินเชื่อลูกค้าเดิมที่รู้จัก และขยายตัวตามธรรมชาติมากกว่าการเร่งโต

ก่อนหน้านี้นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ธนาคารได้เข้าไปทำธุรกิจอยู่ในขณะนี้ว่า เริ่มเห็นความร้อนแรงในบางจังหวะและบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคครัวเรือน แต่เชื่อว่าในที่สุดราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ จะต้องปรับลดลงมาเอง ในส่วนของธนาคารยังคงขยายธุรกิจในประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ระดับ 5% ต่อปี ถือเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีนที่อยู่ระดับ 7-8% ต่อปี เนื่องจากธนาคารมีนโยบายในการทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง

"แบงก์โชคดีผู้จัดการที่ส่งไปและฝ่ายกิจการต่างประเทศรู้ดีว่าต้องปลอดภัยไว้ก่อน หากเสี่ยงแบงก์กรุงเทพไม่ไป เสียหายขึ้นมาไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นทำอะไรแล้วแต่ต้องคุ้ม และมั่นใจไม่เสียหาย โชคดีของแบงก์กรุงเทพไปไหนไม่เสียหาย เพราะเราตามลูกค้า ที่อยู่ในพื้นที่อาเซียน และไต้หวันที่ไปลงทุนในประเทศต่าง ๆ เขาไปไหนแบงก์กรุงเทพก็ไปด้วย"

ทางด้านนายพิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารกสิกรไทยที่ได้เข้าไปทำธุรกิจในจีนก่อนหน้านี้ มีการใช้ฐานเงินทุนเป็นหลัก มีสัดส่วนการกู้ยืมระหว่างธนาคารหรืออินเตอร์แบงก์ในสัดส่วนที่น้อยหรือไม่ถึง 10% ของสินเชื่อที่ปล่อยไป จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนักกับปัญหาสภาพคล่องในระบบการเงินจีนขณะนี้ ในส่วนของลูกค้าก็ยังไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ แต่อาจต้องใช้ระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่านโยบายของจีนในขณะนี้ทำให้ธนาคารอาจต้องชะลอการทำธุรกิจไปบ้าง โดยเฉพาะการปรับลดสภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์ถือเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ขณะที่เป้าหมายที่เคยตั้งไว้ที่ 1.5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ธนาคารคงไม่เร่งเครื่องให้เป็นไปตามเป้าหมาย และรอดูว่าในระยะ 6 เดือนข้างหน้าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ แต่ยังยืนยันว่าในระยะยาวธนาคารยังคงปักหลักทำธุรกิจในจีนต่อไปตามยุทธศาสตร์ของธนาคาร เนื่องจากการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศจีนไม่ใช่เรื่องง่ายและใช้เวลาพอสมควร ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้มีการดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว

"เราต้องเดินหน้าต่อ ถอยไม่ได้ เพราะการทำธุรกิจในจีนไม่ใช่ว่าจะเข้าไปได้ง่าย ๆ แต่ระวังมากขึ้น ในขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนแผนธุรกิจอยู่ ว่าจะมีการปรับตัวอย่างไรบ้าง แต่ยังต้องรอจังหวะที่ชัดเจนอีกครั้ง ขณะนี้เราชะลอกิจกรรมต่าง ๆ สินเชื่อที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ก็ลดความเร็วลง"

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคทีซิมิโก้ กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายวิจัยได้แนะนำให้ขายหุ้นขนาดใหญ่ในระยะสั้น เนื่องจากประเด็นเรื่องการที่เศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวลงแรง ดังนั้นจะมีผลกระทบไปถึงบริษัทจดทะเบียนในไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศจีน โดยบริษัทดังกล่าวประกอบด้วย แบงก์กรุงเทพ(BBL) แบงก์กสิกรไทย(KBANK) บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัทบ้านปู(BANPU) บริษัทอินโดรามา เวนเจอร์ (IVL) บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย)(TRUBB) บริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัทสหยูเนี่ยน (SUC)

"นักลงทุนควรจะติดตามข้อมูลและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีความชัดเจนเศรษฐกิจจีนชะลอตัวแรง บริษัทที่เข้าไปลงทุนในจีนก็น่าจะได้รับผลกระทบ จึงแนะนำให้นักลงทุนขายออกมาก่อนเพื่อความปลอดภัย"นักวิเคราะห์กล่าว

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ นักเศรษฐศาสตร์ปรับลดคาดการณ์ จีดีพีของจีนลงนั้น บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในจีน เช่นบริษัทซีพีเอฟ,แบงก์กรุงเทพ,แบงก์กสิกรไทย, บริษัทบ้านปู,บริษัทอินโดรามา,บริษัทไทยรับเบอร์ฯ,บริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะ,บริษัทฮานา, บริษัทสหยูเนี่ยน,และบริษัทเครือสหพัฒน์ เป็นต้น อาจจะได้รับผลกระทบ นอกจากนั้นยังมีธุรกิจปิโตรเคมีและเดินเรือที่มีธุรกรรมทางการค้ากับจีนที่อาจได้รับผลลบด้วย

"หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมากก็ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกชัดเจน ทั้งนี้จีนเป็นผู้บริโภคน้ำมัน ,ปิโตรเคมี,ธัญพืช,โลหะ,เหล็ก,ถ่านหิน รายใหญ่ของโลก ซึ่งหากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ซบเซาราคาผลิตภัณฑ์ก็จะอยู่ในระดับต่ำต่อไป ซึ่งเราประเมินว่าราคาโภคภัณฑ์,ธัญพืช และโลหะ จะอยู่ในเกณฑ์ต่ำไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน สำหรับบริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในจีนประมาณ 10 บริษัท รวมถึงยังมีธุรกิจปิโตรเคมีและเดินเรือที่มีธุรกรรมทางการค้าร่วมกับจีน และจะได้รับแรงกดดันจากราคาโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง ซึ่งกลุ่มและบริษัทเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง จึงควรระมัดระวังในการลงทุน" นักวิเคราะห์กล่าว