หุ้นเอเชียร่วงหนักทั้งภูมิภาค กังวลปัญหาการเงินในจีนซ้ำปัจจัยเฟดถอนคิวอี กดดันค่าเงินอ่อนค่า ด้าน มูดี้ส์ เตือนจีนเสี่ยงหนี้เสียภาคธนาคาร
ตลาดหุ้นในเอเชียร่วงหนัก จากความกังวลปัญหาสภาพคล่องในตลาดการเงินจีนและการถอนเงินของนักลงทุนต่างชาติต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศแผนยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ
ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดลดลงท่ามกลางภาวะซื้อขายผันผวน ขณะที่ความวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของจีนได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับจีน อาทิ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์ก่อสร้าง และกลุ่มส่งออก ต่างปรับตัวลง
ดัชนีนิกเคอิปิดตลาดร่วงลง 167.35 จุด หรือ 1.26% สู่ระดับ 13,062.78 หลังจากพุ่งขึ้นถึง 1.5% ในช่วงแรก
เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดร่วงลงเป็นวันที่สี่ติดต่อกันในวันนี้ และปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดดิ่งลง 449.33 จุด หรือ 2.22% สู่ระดับ 19,813.98 ซึ่งเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน ซึ่งดัชนีหั่งเส็งร่วงต่ำกว่าแนวรับทางเทคนิคที่สำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดอาจจะร่วงลงอีก
ตลาดหุ้นจีนร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2552 โดยหุ้นกลุ่มการเงินได้รับผลกระทบจากความวิตกที่ว่า ธนาคารกลางจีนจะยังคงคุมเข้มด้านการเงิน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัว อย่างหนัก
ดัชนี CSI300 ของหุ้น A-share ในตลาดเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้น ปิดทรุดตัวลง 6.3% สู่ 2,171.2 และดัชนีคอมโพสิตตลาดเซี่ยงไฮ้ ดิ่งลง 5.3% โดยดัชนีทั้งสองทำสถิติร่วงลงรุนแรงที่สุดภายในวันเดียว นับตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. 2009
มูดี้ส์เตือนจีนเสี่ยงหนี้เสียแบงก์พุ่ง
มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ระบุว่า ภาวะเงินสดตึงตัวครั้งเลวร้ายที่สุดของจีนในรอบ 10 ปีเป็นอย่างน้อย อาจกระทบฐานะการเงินของธนาคารขนาดเล็กที่พึ่งพาเงินกู้ระหว่างธนาคาร โดยธนาคารขนาดกลางจำนวนมากได้เงินทุน 23% จากตลาดอินเตอร์แบงก์เมื่อปลายปีที่แล้ว และธนาคารเหล่านี้อาจแข่งขันกันอย่างหนักเพื่อหาเงินฝาก อันจะทำให้ต้นทุนของธนาคารเหล่านี้สูงขึ้น
มูดี้ส์ ระบุว่า เงินกู้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะว่าธนาคารที่อ่อนแอจะรีไฟแนนซ์สินเชื่อได้ยาก โดยหนี้เสียตามธนาคารต่างๆ รวมถึงอินดัสเตรียลแอนด์คอมเมอร์เชียลแบงก์ออฟไชนา และ ไชนาคอนสตรักชันแบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของจีน เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 6 ติดกันเมื่อนับถึงวันที่ 31 มี.ค. อันนับเป็นหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นนานที่สุดในรอบ 9 ปีเป็นอย่างน้อย
ร้องธนาคารบริหารสภาพคล่อง
ธนาคารกลางจีนเรียกร้องให้ธนาคารต่างๆ ในประเทศเพิ่มการบริหารสภาพคล่อง อันเป็นสัญญาณว่าจีนไม่ตั้งใจจะผ่อนคลายนโยบายแม้ประสบภาวะสินเชื่อตึงตัว โดยธนาคารกลางระบุในแถลงการณ์ว่าปัจจุบันสภาพคล่องทั้งหมดในระบบธนาคารในประเทศอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล
แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงความเห็นครั้งแรกของธนาคารกลางจีน ตั้งแต่ต้นทุนกู้ยืมระหว่างธนาคารพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดความวิตกว่าอาจเกิดวิกฤติเงินสดในจีน ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ในปัจจุบัน
หุ้นอาเซียนร่วงหนัก
ความกังวลเกี่ยวกับการใช้นโยบายการเงินตึงตัวของจีน และความวิตกก่อนหน้านี้อยู่แล้วเกี่ยวกับการถอนคิวอี ส่งผลให้ตลาดหุ้นอาเซียนร่วงลงอย่างหนัก โดยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ทรุดตัวกว่า 3% ขณะที่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และ เวียดนาม ต่างดิ่งลงกว่า 1%
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดหุ้นยังมีความเปราะบาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่มีหลายปัจจัย ทั้งการที่สหรัฐจะปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ลง รวมถึงความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่การปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีการขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง
โบรกฯชี้ต่างชาติปรับพอร์ตต่อเนื่อง
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์วานนี้ (24 มิ.ย.) ปิดการซื้อขายที่ 1,364.09 จุด ลดลง 36.41 จุด หรือ 2.60% ระหว่างวันปรับตัวแตะระดับต่ำสุดที่ 1,363.80 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,107 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 2,340 บาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,168 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2,329 ล้านบาท และนักลงทุนภายในประเทศซื้อขาย 1,157 ล้านบาท
นางสาวธีระดา ชาญยิ่งยงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่าหุ้นไทยค่อนข้างเปราะบาง มีการผันผวนตามปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบค่อนข้างมาก ส่วนบรรยากาศการซื้อขายยังไม่ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเรื่องการยุติมาตรการคิวอี ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างประเทศ ยังคงปรับพอร์ตอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ก็มีปัจจัยความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะภาคการเงินที่ค่อนข้างตึงตัว ซึ่งตลาดหุ้นจีนก็สะท้อนแรงกดดันนี้ด้วยการปรับตัวลดลงเช่นกัน
หุ้นไทยน่าสนใจพีอีเหลือ 14 เท่า
นักวิเคราะห์จาก บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า การปรับฐานของตลาดหุ้นไทย นับจากปลายเดือนพ.ค. จนถึงปลายเดือนมิ.ย. นี้ ปรับตัวลดลงมากที่สุดถึง 295 จุด หรือประมาณ 18% จากจุดสูงสุด ช่วยลดความร้อนแรงของตลาดหุ้นในระยะสั้น ทำให้อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) ลดลง จากที่เคยสูงสุดถึง 17 เท่า มาอยู่ระดับที่ต่ำกว่า 14 เท่า ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจอีกครั้ง โดยหากอิงพีอีที่ 14-15 เท่า ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นไปที่ 1,465-1,570 จุด ภายในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ ดัชนีมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาได้ในไตรมาส 3 เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ภาพที่ชัดเจนต่อการตัดลงมาตรการคิวอี 3 ความผันผวนของตลาดหุ้นยังมีอยู่สูง เพราะการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน จากแบบผ่อนคลายเป็นแบบตึงตัว ถือเป็นการกลับทิศทางแบบ 360 องศา ตลาดหุ้นที่เคยได้ประโยชน์จากสภาพคล่องโลกที่สูงขึ้น จะต้องกระทบจากสภาพคล่องที่ลดลง
แนะเพิ่มลงทุน เชื่อแรงขายต่างชาติลด
การขับเคลื่อนของดัชนีนับจากนี้ จะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของหุ้นรายบริษัทเป็นสําคัญ โดยคาดว่าดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบ 1,397-1,497 จุด ระยะ 3 เดือนข้างหน้า ดังนั้น ไตรมาส 3 นี้ แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการถือหุ้นเป็น 40% จากเดิมช่วงไตรมาสแรกแนะนำให้ถือหุ้นในสัดส่วนเพียง 30% ของพอร์ตการลงทุน
สำหรับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ แนวโน้มการถอนมาตรการคิวอี ประกอบกับตลาดหุ้นโลกให้ผลตอบแทนสูงมาก โดยเฉพาะในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ทําให้นักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ตขายหุ้นทั่วโลก ซึ่งไทยเป็นประเทศหนึ่ง ซึ่งถูกขายหนักในช่วงปลายไตรมาส 2
"เชื่อว่าแรงขายของต่างชาติจะลดลง และพิจารณายอดการถือครองหุ้นของต่างชาติในบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบัน พบว่า ลดลงมาอยู่ที่ 27.7% ซึ่งถือว่าลดลงมาอยู่ในระดับปกติ แม้รวมสัดส่วนการถือครองของต่างชาติผ่าน NVDR ซึ่งยังคงสูงกว่า 7.33% พบการถือครองหุ้นต่างชาติในไทยทั้ง 2 ส่วน อยู่ที่ 35.03% ระดับใกล้เคียง กับค่าเฉลี่ยในอดีตเป็นการยืนยันว่าโอกาสที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะขายหุ้นออกมาได้อีกไม่มาก"
ค่าเงินเอเชียร่วงต่อเนื่องจากพิษคิวอี
สกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียร่วงลง โดยริงกิตร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่พุ่งขึ้น ทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับเงินทุนไหลออกมากขึ้น หลังจากที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตรียมปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจและเสถียรภาพของจีนฉุดสกุลเงินในภูมิภาคร่วงลงไปด้วย โดยค่าเงินริงกิต เงินบาท และเปโซเผชิญกับแรงกดดันจากราคาพันธบัตรร่วงลง ส่วนเงินวอนอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศยังคงขายหุ้นเกาหลีใต้
นักวิเคราะห์กล่าวว่าแนวโน้มระดับมหภาคในสัปดาห์นี้สำหรับเอเชีย และความเกี่ยวข้องกับค่าเงินจะยังคงได้รับความสำคัญน้อยกว่าทิศทางของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ของเอเชีย
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 2.6135% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2553
สกุลเงินในภูมิภาคดิ่งลงอย่างมากในสัปดาห์ที่แล้ว โดยรูปีร่วงแตะระดับต่ำสุดครั้งใหม่ ขณะที่ริงกิตและเปโซดิ่งลงมากที่สุดในรอบ 3 ปีในสัปดาห์ที่แล้ว
ข่าวซื้อแบงก์กรุงศรีดันบาทแข็ง
บาทต่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยมีการซื้อขายเบาบาง ขณะที่ตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยร่วงลง
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 4.06% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2011 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปี พุ่งแตะระดับ 3.47% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิ.ย. ปีที่แล้ว
นักลงทุนกำลังจับตาดูแนวโน้มคำสั่งซื้อเงินบาท ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการที่มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น กำลังเจรจาเพื่อซื้อหุ้น 51% หรือมากกว่าธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 5 ของไทย มูลค่า 4.1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 127,100 ล้านบาท ซึ่งจะถือว่าเป็นการใช้วงเงินสูงสุดที่ธนาคารญี่ปุ่นเข้าซื้อกิจการในเอเชีย









