วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

คิวอีป่วนตลาด!ผู้ประกอบการอย่าริเก็งกำไร

นายแบงก์ชี้ค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนศก.ที่ส่งผลต่อคิวอี เตือนผู้ส่งออก-นำเข้ารีบประกันเสี่ยง อย่าริเก็งกำไร

ตลาดเงินตลาดทุนตีความถ้อยแถลงของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำหนดกรอบเวลาและเงื่อนไขการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่สาม หรือ คิวอี 3 ว่าจะส่งผลต่อสภาพคล่องทั่วโลก ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในสินทรัพย์ทุกประเภทเพื่อถือครองเงินสดและโยกเงินทุนกลับสหรัฐ

แต่เงื่อนไขในถ้อยแถลงของเฟดระบุว่าการปรับลดคิวอีนั้นขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยยังคงเป้าอัตราว่างงานไว้ที่ 6.5% และเงินเฟ้อ 2% ซึ่งมาตรการคิวอีขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดเงินและตลาดหุ้นทั่วโลกไปด้วย

จากมาตรการคิวอีที่อิงกับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐนี้เอง ทำให้ประเมินว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเกิดความผันผวนอย่างมากในตลาด รวมทั้งทิศทางค่าเงินบาทของไทย

นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าทิศทางค่าเงินบาทในขณะนี้คงต้องขึ้นอยู่กับดูเศรษฐกิจสหรัฐเป็นหลัก แต่เชื่อว่าคงไม่เลวร้ายไปกว่านี้ ซึ่งค่าเงินบาทอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมานั้นเกิดจากความตื่นตระหนกจากการเทขายหุ้นและนำเงินออกของนักลงทุนต่างชาติ

ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังจากหน่วยงานรัฐออกมาตรการเตรียมพร้อมแก้ปัญหาค่าเงินแข็งค่า และเมื่อนักลงทุนกังวลว่าเฟดจะถอนมาตรการคิวอี ส่งผลให้เงินไหลออกและค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจากระดับ 28.50 บาทต่อดอลลาร์ จนล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 31.16 บาทต่อดอลลาร์

"ความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และจีน ทำให้ตลาดเงินมีความผันผวนตามไปด้วย จะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวค่าเงินบาท ผู้ประกอบการที่เห็นความผันผวนดังกล่าวไม่ควรรับความเสี่ยงไว้เอง และลดความเสี่ยงด้วยการไม่เก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน"

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในขณะนี้ ธุรกิจต้องมาเน้นการจัดการความเสี่ยงมากกว่าการมองหาโอกาส ซึ่งค่าเงินในช่วงสั้นอาจอ่อนค่าลงอีก แต่ในระยะต่อไปต้องอยู่ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวขึ้นได้ดีตามที่เฟดคาดการณ์ไว้หรือไม่ หากยังมีตัวเลขไม่ดีอย่างที่คาด ตลาดจะมองว่าเฟดยังไม่สามารถยุติคิวอีได้ เงินทุนก็จะไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง และผันผวนตามข่าวที่เกิดขึ้น

"เมื่อตลาดไม่สามารถคาดการณ์ความชัดเจนได้ผู้ประกอบการที่จะมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าก็ควรป้องกันความเสี่ยง เพราะสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทไม่มีทิศทางที่ชัดเจนต่างจากตลาดที่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียว จึงไม่เหมาะที่จะเก็งกำไรช่วงสั้น”

'ซีไอเอ็มบีไทย'ชี้แนวโน้มอ่อนค่า

นายสุธีร์ โล้วโสภณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารเงินธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงได้อีก เนื่องจากในขณะนี้ยังมีเงินลงทุนเดิมที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ขายและนำเงินออกไป แต่เงินที่อ่อนค่าลงมาก่อนหน้านี้เนื่องจากมีการคาดการณ์เรื่องมาตรการสกัดเงินบาทที่ทางการจะนำมาใช้ และยังมีแรงหนุนจากการนำเงินออกไปซื้อกิจการและสินทรัพย์ต่างประเทศของผู้ประกอบการรายใหญ่หลายแสนล้านบาท เมื่อเฟดเริ่มส่งสัญญาณว่าจะลดมาตรการคิวอี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากระดับ 28.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐมาอยู่ที่ 31.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในขณะนี้

สำหรับทิศทางค่าเงินบาทยังเป็นไปทางอ่อนค่ามากกว่าที่จะแข็งค่าเหมือนช่วงต้นปีแล้ว โดยอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าไปถึงระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ ซึ่งก็จะดีกับภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้ครึ่งปีหลังภาคส่งออกจะปรับตัวดีขึ้น หากจัดการความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนดี ๆ จาก 6 เดือนก่อนหน้าที่ภาคนำเข้าได้ประโยชน์ ขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมา 3 บาทก็ 10%

แนะธุรกิจเร่งประกันความเสี่ยง

"ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในระยะ 3-6 เดือนจากนี้ต้องระวัง เงินจะทะลักออกได้อีก มองไปข้างหน้ายังต้องจับตาดูเศรษฐกิจสหรัฐที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฟื้น ปีหน้า ในปีหน้าสภาพคล่องโลกอาจจะลดลง หากการอัดฉีดสภาพคล่องเริ่มลดลง ดังนั้นต้องเข้าใจว่าความผันผวนจะยังอยู่แบบนี้ การป้องกันความเสี่ยงเป็นสิ่งจำเป็น ที่ผ่านมาภาคนำเข้ายังป้องกันความเสี่ยงน้อยเพราะเห็นว่าค่าเงินแข็งค่า กว่าจะมาทำก็อ่อนค่าไปแล้ว"นายสุธีร์กล่าว

เช่นเดียวกับ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เห็นว่าธุรกิจต้องประกันความเสี่ยงในภาวะผันผวน ซึ่งก่อนหน้านี้ เงินบาทแข็งค่ามีผู้ส่งออกสนใจทำการประกันความเสี่ยงด้วยการขายล่วงหน้าในระยะ 2-3 เดือน ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนมาในขณะนี้ แต่ยังมีโอกาสที่จะอ่อนค่าได้อีกจากการทยอยนำเงินออกของนักลงทุนต่างชาติ โดยในขณะนี้มีโอกาสที่จะอ่อนค่าไปที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวขึ้นลงประมาณ 3 บาท ถือว่าผันผวนกว่าช่วงปกติที่ไม่ควรเกิน 2 บาท ทำให้การกำหนดราคาสินค้าของผู้ประกอบการเพื่อล็อกกำไรทำได้ยาก แต่เมื่อค่าเงินบาทไปถึงระดับที่ตั้งใจไว้ผู้ประกอบการก็ควรปิดความเสี่ยง เพราะความผันผวนจะมากขึ้นจากความเปราะบางของความคาดหวัง

"ก่อนหน้านี้มีคนพูดว่าเงินบาทจะไปถึง 25-26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ผู้นำเข้าก็เชื่อกระแส และรอไม่ปิดความเสี่ยง พอมาขายบาทอ่อนเพราะคิวอี และมีการคาดการณ์ว่าเงินจะไหลออกผู้ส่งออกก็รออีก ดังนั้นทางที่ดีควรปิดความเสี่ยง แต่ที่เห็นภาคนำเข้าเริ่มชะลอคำสั่งซื้อหลังจากความต้องการซื้อในประเทศเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนการส่งออกก็มีแนวโน้มลดลงในเชิงปริมาณแต่ราคายังอยู่ในระดับที่ดี โดยค่าเงินบาทที่ระดับ 28-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นระดับที่ผู้ประกอบการรับได้"

เผยธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศเพิ่ม

สำหรับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงไตรมาสแรกนั้น มีเงินไหลเข้าค่อนข้างมาก แต่ค่าเงินบาทไม่แข็งค่ามากเกินไป เพราะเอกชนไทยมีแผนไปลงทุนต่างประเทศมาก

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่าแนวโน้มเงินทุนไหลออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากการติดตามดูแผนการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเก็บข้อมูลจากการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็พบว่ามีหลายบริษัทที่ได้ขออนุมัติผู้ถือหุ้นเพื่อออกไปลงทุนในต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการลงทุนในต่างประเทศยังมีอยู่มาก

ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศรวม 3,457 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นการลงทุนโดยตรง (ทีดีไอ) ประมาณ 1,733 ล้านดอลลาร์ และเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ประมาณ 1,724 ล้านดอลลาร์
ส่วนเงินทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยนั้น พบว่าไตรมาสแรกปี 2556 มีจำนวน 7,397 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นการเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ประมาณ 6,074 ล้านดอลลาร์ และเป็นเงินที่เข้ามาลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ประมาณ 1,323 ล้านดอลลาร์

"จะเห็นว่าช่วงไตรมาสแรกปี 2556 เงินขาเข้ามีค่อนข้างสูงกว่าเงินที่ไหลออกไป ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องของการ CATCH UP (ไล่ตาม) ค่าเงินสกุลอื่น หลังจากที่ก่อนหน้าเราค่อนข้างทรงตัว เพราะถ้าดูเทียบกับปีที่แล้ว จะเห็นว่าทั้งปี เงินที่ไหลเข้ากับไหลออกมีค่อนข้างสมดุล ทำให้ค่าเงินบาทไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ช่วงต้นปี 2556 จึงมีเงินไหลเข้าสูง" นางจันทวรรณ กล่าว

ในปี 2555 นั้น พบว่ามีเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น การไหลเข้ามาลงทุนโดยตรง 14,120 ล้านดอลลาร์ และที่เข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ 8,617 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับเงินที่ไหลออกซึ่งมีราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เช่นกัน แบ่งเป็น เงินที่ไหลออกไปลงทุนโดยตรง 11,923 ล้านดอลลาร์ และเงินที่ออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ 9,704 ล้านดอลลาร์

ธปท.เร่งผลักดันแผนแม่บทรับผันผวน

สำหรับแผนระยะยาวนั้น นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ยังคงเดินหน้าผลักดันแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง เพราะแผนดังกล่าวถือเป็นเรื่องระยะยาวที่จะช่วยให้การเคลื่อนย้ายของเงินทุนมีความสมดุลมากขึ้น ทั้งในขาเข้าและขาออก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการในเฟส 2 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในสิ้นปีนี้

สำหรับแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2554 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อสนับสนุนการกระจายการลงทุนของคนไทยให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานใหม่ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างภาวะที่เอื้อให้เกิดความสมดุลของเงินทุน ช่วยให้เงินบาทสามารถเคลื่อนไหวได้ 2 ทิศทาง และป้องกันการเก็งกำไรได้ระดับหนึ่ง