บลจ.อเบอร์ดีนเผยต่างชาติขายทำกำไรตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ระยะสั้น เหตุต้องปรับพอร์ตใหม่รับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐขึ้น
นายพงค์ธาริน ทรัพยานนท์ หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า ความกังวลของนักลงทุนต่อการลดมาตรการกระตุ้นแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่รวมทั้งตราสารหนี้ไทยในช่วงกลางเดือนพ.ค. 2556 ที่ผ่านมา แต่เป็นลักษณะของการปรับพอร์ตเพื่อขายทำกำไรมากกว่า ในส่วนของไทยเองยังมีปัจจัยที่มีความกังวลในเรื่องมาตรการควบคุมเงินทุนประกอบกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในครั้งที่ผ่านมา ทำให้ความน่าเชื่อถือของ ธปท.ในสายตานักลงทุนต่างชาติดูไม่ดีนัก เพราะในแง่ของตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไม่ได้แย่ถึงกับต้องปรับลดดอกเบี้ยลงมา จึงเป็นจังหวะให้นักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรปรับพอร์ตไปด้วยในตัว
"การขายทำกำไรในตลาดตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ออกมานั้น เป็นไปทั้งภูมิภาค เพราะในช่วงที่ดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้น นักลงทุนจำเป็นต้องปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ ก่อนหน้านี้พันธบัตร 10 ปี ของสหรัฐต่ำกว่า 2.0% แต่ปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาสูงกว่า 2.0% แล้ว ในระยะสั้นถึงกลางนักลงทุนจึงจำเป็นต้องปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ โดยมองว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปี สหรัฐ จะปรับขึ้นไปอยู่ในช่วง 2.2 - 2.4% ในสิ้นปี 2556 นี้ แต่ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่โดยพื้นฐานเองยังดี และมีความน่าสนใจอยู่รวมทั้งตราสารหนี้ไทยด้วย"
นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า หลังจากสหรัฐได้รับการปรับมุมมองเครดิตประเทศดีขึ้นสู่ระดับ "มีเสถียรภาพ" จากเดิม"มุมมองเชิงลบ" ประกอบกับความกังวลเรื่องมาตรการ QE ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติขายตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยกลับไปในสหรัฐอีกครั้งหนึ่ง เพราะมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น แต่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ แล้ว เงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยน้อยกว่ามาก ดังจะเห็นได้จากค่าเงินของประเทศเหล่านี้ที่อ่อนค่าลงตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค. 2556 ถึงปัจจุบันประมาณ 3.0% แล้ว ในขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 2.5% เท่านั้น
ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค. ถึงปัจจุบัน (20 มิ.ย. 2556) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้น 1,600 ล้านบาท และขายตราสารหนี้ระยะยาวออกมา 8,600 ล้านบาท โดยเป็นการขายออกมามากในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และทำให้ต่างชาติมียอดถือครองสุทธิ (14 มิ.ย. 2556) ประมาณ 791,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 20% และตราสารหนี้ระยะยาว 80%
"ในระยะสั้น หากต่างชาติไม่ซื้อตราสารหนี้ไทยเพิ่ม จะมีตราสารหนี้ระยะสั้น ที่จะครบอายุในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท ที่จะไหลออกไปได้เช่นกัน แต่มองว่าเป็นผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น เพราะว่าด้วยพื้นฐานในระยะยาวแล้ว ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ยังมีความน่าสนใจ ทั้งในแง่ของอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่า และอันดับเครดิตที่แข็งแกร่งด้วย ในระยะกลางถึงระยะยาว เงินต่างชาติน่าจะคงไหลกลับมาในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน"









