ไม่ว่าคุณจะเลือกเป็นนักลงทุนแบบไหน นักลงทุนมูลค่า หรือ นักลงทุนราคา ก็ต้องทำแล้วให้หัวใจคุณเปี่ยมสุขมากกว่าหวังเพียงกระเป๋าตุง เท่านั้น!
ตื่นเต้น ตื่นเต้น ตื่นเต้น.... ช่วงนี้นักลงทุนมีเรื่องให้ตื่นเต้นได้ไม่เว้นแต่ละวัน หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้น SET Index ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปปิดที่ 1,643.43 จุด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ก่อนที่จะเริ่มลดลงอย่างน่าหวาดเสียว และหากย้อนเวลากลับไปหนึ่งปีเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่ 1,135.16 จุด ดัชนีเพิ่มขึ้นกว่า 500 จุด หรือเกือบ 45% ในช่วง 1 ปี.... และแล้วความกังวลของหลายฝ่ายก็เป็นจริงเพราะดัชนีลดลงไปกว่า 240 จุดในอีก 15 วันทำการถัดมา (วันที่ 13 มิถุนายน 2556 SET Index ปิดที่ 1,403.27 จุด) จะเรียกว่าเป็นการลงทุนที่น่าตื่นเต้นมากก็คงจะได้....หลายคนรู้ทั้งรู้ว่าตลาดหุ้นผันผวน รู้ทั้งรู้ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง รู้ทั้งรู้ว่ามีโอกาสขาดทุน แต่อาจเพราะคิดว่าน่าจะยังทำกำไรได้ ราคาหุ้นน่าจะยังไปต่อได้ จึงยังคงเพลิดเพลินและมั่นอกมั่นใจกับการลงทุน...
มีงานวิจัยด้านการเงินเชิงพฤติกรรมเรื่อง Boys will be boys: genders, overconfidence, and common stock investment ของ Brad Barber และ Terrance Odean วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนกว่า 35,000 บัญชีในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกาอธิบายพฤติกรรมของนักลงทุนไว้อย่างน่าสนใจว่า เพราะมีความเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป (Overconfidence) นักลงทุนจึงมักซื้อขายหุ้นบ่อย ความเชื่อมั่นในตัวเองจะทำให้นักลงทุนเชื่อว่าตนเองจะวิเคราะห์หุ้นได้ดี มีความสามารถในการเลือกหุ้นที่ดีและจะทำกำไรจากการลงทุนได้ งานวิจัยชิ้นนี้พบพฤติกรรมของนักลงทุนที่สอดคล้องกับงานวิจัยเชิงจิตวิทยาที่ระบุว่า ผู้ชาย (โดยเฉพาะชายโสด) มีพฤติกรรมที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าผู้หญิงโดยพฤติกรรมนี้สะท้อนถึงการซื้อขายหุ้นบ่อยกว่าผู้หญิง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วนักลงทุนกลุ่มที่มีความเชื่อมั่นมากที่สุดจะซื้อขายหุ้นบ่อยที่สุดแต่ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุนต่ำที่สุด.....
งานวิจัยอีกชิ้นของ Barber และ Odean เรื่อง “Trading is hazardous to your wealth: the common stock investment performance of individual investors” ก็พบว่ากลุ่มนักลงทุนที่มีการซื้อขายบ่อยจะมีอัตราผลตอบแทนสะสมต่ำที่สุด โดยนักลงทุนกลุ่มที่ซื้อขายไม่บ่อยสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้มากกว่านักลงทุนกลุ่มที่มีการซื้อขายบ่อยๆ มากกว่า 50% ต่อปี งานวิจัยนี้ยังระบุว่านักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่เลือกลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูงกว่าความเสี่ยงตลาด….
นักลงทุนท่านใดที่จดๆ จ้องๆ นั่งมองราคาหุ้นทั้งวัน รอจะหาจังหวะจะซื้อจะขายด้วยความเชื่อมั่นว่าจะชนะตลาดได้แน่ๆ คงต้องทบทวนเป้าหมายการลงทุนดูสักทีว่าเราเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพื่ออะไร? เพื่อทำกำไรระยะสั้นหรือเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาว? หากใครจะทำกำไรในระยะสั้น จะรอหาจังหวะซื้อขายคงต้องเหนื่อยหน่อย เพราะ "ราคา" (Price) เป็นตัวสะท้อนสภาวะอารมณ์ตลาดซึ่งยากที่จะคาดเดา ราคามีจุดอ่อนตรงที่มีความอ่อนไหวต่อทุกปัจจัยโดยเฉพาะ "ปัจจัยภายนอก" ราคาจึงพร้อมแกว่งไกวต่อทุกสถานการณ์ ใครจะเล่นหุ้นตาม "ราคา" จึงต้องพร้อมทุกสถานการณ์.... หากใครจะเป็นนักลงทุนแบบเน้นลงทุนยาวๆ ก็ต้องให้ความสำคัญกับ "มูลค่า" (Value) ซึ่งต้องประเมินจาก “ปัจจัยภายใน” เช่น ความสามารถในการทำกำไรของกิจการ ศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ความรับผิดชอบของผู้บริหารต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อัตราการเติบโตของกิจการ เป็นต้น
เพราะการประเมิน "มูลค่า" ของหุ้นต้องใช้เวลาและความอดทนมากกว่าการสังเกต "ราคา" นักลงทุนใจร้อนหรือแมลงเม่าน้อยที่ไม่ชอบการรอคอยจึงมักไม่สนใจวิเคราะห์และพิจารณา "มูลค่า" ของหุ้นแต่จะให้ความสำคัญกับ "ราคา" ที่กำลังเคลื่อนไหวมากกว่า
บุคคลที่เป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นคุณปู่ Warren Buffet ที่ยึดหลักการลงทุนตามวิถี Value Investor มาอย่างยาวนาน คงเป็นที่ทราบกันดีว่า Warren Buffet จะใช้เวลาเพื่อวิเคราะห์ "มูลค่า" ของบริษัทที่เขาสนใจอย่างระมัดระวัง รอบคอบจนแน่ใจว่าเจอหุ้นดี มีคุณภาพก่อนที่จะเช็คว่า "ราคา" ที่กำลังซื้อขายกันอยู่เป็นราคาที่สมเหตุสมผลหรือไม่ หากราคายังไม่ใช่ Warren Buffet ก็จะอดทนรอคอยจนกว่า ราคาจะใช่แล้วก็จึงลงทุน โดยหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญของ Warren Buffet ก็คือ Buy and Hold หรือซื้อแล้วถือโดยเขามักจะ Hold for life ไม่ใช่ซื้อเช้าขายบ่าย ซื้อวันจันทร์ขายวันศุกร์อย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆ .....
เพราะความไม่แน่นอนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ นักลงทุนที่เล่นหุ้นตาม "ราคา" จึงต้องมั่นใจว่าตนเองมีภูมิคุ้มกันที่ดีพอทั้งภูมิคุ้มกันทางการเงินและภูมิคุ้มกันทางจิตใจ.... ส่วนนักลงทุนท่านใดจะลงทุนตาม "มูลค่า" ก็ต้องใช้ภูมิความรู้วิเคราะห์ข้อมูล ข่าวสารอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น... จะได้มีอนาคตทางการเงินที่มั่งคั่งได้ตามที่ต้องการ
ใครจะเป็นนักลงทุนแบบไหนก็คงต้องไม่ลืมว่า A happy heart is better than a full purse…








