ศูนย์วิจัยทองคำคาดแนวโน้มทองแกว่งแคบในช่วงขาลง กรอบระยะสั้น 1,300-1,450 ดอลลาร์/ออนซ์ ระทึกลด-ไม่ลดขนาดQE กดดันราคาทองครึ่งปีหลัง
นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยหลังผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐอเมริกาออกช่วงเช้าวันที่ 20 มิถุนายน 2556 ว่า แม้ผลการประชุมจะเป็นไปตามคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงมาตรการทั้งนโยบายดอกเบี้ยต่ำและการซื้อสินทรัพย์ แต่การส่งสัญญาณชะลอมาตรการในอนาคตก็มีผลมากพอที่จะทำให้ตลาดตอบรับในเชิงลบ จะเห็นว่าราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลดลงไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน ขณะที่สกุลเงินดอลลาร์ มีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นเทียบสกุลเงินหลัก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทันทีกว่า 15 basis point หรือประมาณ 6.5% หลังทราบผล สะท้อนนักลงทุนตอบสนองต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่เราประเมินว่าสัญญาณจะเริ่มเห็นชัดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีหรืออย่างช้าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 โดยเหตผลที่เชื่อว่าจะอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวมาจาก 3 สาเหตุสำคัญ
ประการแรก เชื่อว่าเฟดจะรอสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนกว่าในปัจจุบัน จากการประเมินเศรษฐกิจที่วัดจากการเติบโตของ GDP ในช่วง 2.3-2.6% สะท้อนว่าเฟดมีมุมมองต่อเศรษฐกิจในปี 2556 ว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ตัวเลขการฟื้นตัวในตลาดการจ้างงานยังเติบโตในอัตราส่วนที่ช้าเกินไป จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6.5% ขณะที่ผลกระทบจากการชะลอมาตรการในขณะที่เศรษฐกิจยังพึ่งตัวเองไม่ได้อาจจะส่งผลร้ายในระยะยาว ดังนั้นการถอนมาตรการในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวในระดับที่น่าพอใจจึงอาจจะยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่ดี
ประการที่สองความต้องการสภาพคล่องลดลงจากการตัดรายจ่ายอัตโนมัติของรัฐบาลสหรัฐ (sequestration) ทำให้ความจำเป็นในการใส่สภาพคล่องในอนาคตลดลง จึงเชื่อได้ว่าการลดขนาดของคิวอีในช่วงปลายปีมีความสมเหตสมผล โดยจำนวนการตัดลดรายจ่ายในปีนี้ประมาณ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์
และประการสุดท้ายคือความเป็นไปได้ที่คุณเบน เบอร์นันเก้อาจจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อหลังครบวาระในปีหน้า จึงน่าจะเป็นเวลาที่สอดคล้องกันกับการหมดวาระของประธานเฟดและการลดนโยบายสภาพคล่องลง
นายกมลธัญ กล่าวอีกว่า เมื่อประเมินทิศทางราคาทองคำหลังสัญญาณการชะลอมาตรการเชื่อว่าจะสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำในตลาดโลกจากการระบายสถานะและเข้าถือดอลลาร์ เพราะการชะลอมาตรการจะทำให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้น แต่เชื่อว่าการอ่อนตัวลงจะไม่รุนแรงมากนักเนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงด้านอื่น ประกอบกับการอ่อนตัวลงของราคาทองคำจะกระตุ้นความต้องการซื้อเพื่อการบริโภคเพิ่มมากขึ้น โดยเชื่อว่าราคาทองคำในตลาดโลกในระยะสั้นจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,300-1,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศจะได้รับแรงหนุนจากทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเทียบสกุลเงินดอลลาร์ จากผลกระทบของความวิตกการชะลอมาตรการคิวอี ทำให้ราคาทองคำในประเทศจะปรับตัวลดลงน้อยกว่าทองคำในตลาดโลก โดยช่วงครึ่งหลังของปีตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นประเด็นสำคัญต่อการลงทุนในทองคำรวมถึงสินทรัพย์อื่นเพราะจะเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาการลดหรือไม่ลดมาตรการต่อไป






